วันอังคารที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

รัฐประหารอุปสรรคการพัฒนา



การพัฒนาประเทศ ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่าง แต่หนึ่งในนั้นคงหนีไม่พ้นด้าน IT แต่ทั้งนี้หลายๆประเทศก็จะมีกฎหมายเกี่ยวกับ ICT แน่นอน เพื่อกันไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นและกีดกันเหตุร้ายที่เกิดขึ้น แต่ว่าสิ่งใดที่ทุกคนไม่คาดคิดเลยคือการรัฐประหาร การรัฐประหารคืออะไรแล้วจะมีปัญหาอย่างไร? อย่างแรกเลยรัฐประหารมักจะเกิดจากทหารร้อยละ 95% ที่เหลือจะเกิดจากเหตุอื่น แต่ไม่ว่าอย่างไรย่อมส่งผลร้ายมากกว่าดีแน่นอน การรัฐประหารคือการที่คนกลุ่มหนึ่ง ไม่พอใจกับสถานการปัจจุบันไม่ว่าจะหวังดีหรือหวังร้าย ออกมาทำการต่อต้านรัฐบาลและยึดอำนาจอธิปไตยของรัฐบาลซะ และให้ตัวเองขึ้นมาเป็นใหญ่แทน แน่นอนว่าวิธีการพวกนี้ไม่ใช่แนวทางที่นานาประเทศยอมรับ บางประเทศถึงกับตัดการทูตทันที ซึ่งบางคนอาจจะไม่รู้ว่ามีผลยังไง มันมีผลกระทบมากมาย มันหมายความว่าการทำการค้า การแลกเปลี่ยนแรงงาน หรือ การเจรจาต่างๆถูกตัดขาดจากประเทศนั้นๆ ซึ่ง หากเราเป็นประเทศมหาอำนาจคงจะไม่มีปัญหาสักเท่าไร แต่ถ้าเกิดไม่ใช่ล่ะ คิดง่ายๆ ถ้าเราถูกตัดการทูตจากยุโรป หรือจีน เราจะไม่สามารถส่งของออกไปค้าขายกับจีน ไม่สามารถส่งแรงงานไปต่างประเทศได้ จะส่งผลกระทบขนาดไหน? บางคนบอกว่า เฮ้ย งั้นเราก็อยู่ด้วยตัวเองให้ได้สิ คำตอบคือมันอยู่ไม่ได้ครับ เพราะอะไร? ร้อยละ 60 ของรายได้ของเราคือการส่งออก และเรานำเข้าสินค้าต่างประเทศเยอะมาก หากเราถูกตัดความสัมพันธ์ทางการค้าเมื่อไร ประเทศจะมีปัญหา นายทุนหลายรายจะล่มจม การพัฒนาจะหยุดชะงัก เนื่องจากเรามีการพึ่งพานวัตกรรมจากต่างประเทศมากเกินไป ประเทศจะหยุดนิ่งทันที นั่นคือสิ่งที่เขากลัวในการตัดการความสัมพันธ์ทางการทูต ผมอาจจะพูดให้โหดร้ายไปหน่อย แต่ความจริงแล้วมันหนีไม่พ้นถ้าเกิดขึ้น ฉะนั้น การรัฐประหารจึงดูน่ากลัว ถ้าเกิดผลกระทบอย่างนี้ แล้วกระทบกับการพัฒนายังไง
1.       ประเทศจะหยุดการทำวิศวะกรรมหลายๆอย่าง เพราะต้องชะลอโครงการต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นรถไฟฟ้า หรือ การทำถนน
2.       การสื่อสารถูกคุกคาม สาเหตุเพราะภายใต้การรัฐประหารนี้ห้ามให้เกิดความวุ่นวายเกิดขึ้น
3.       ต่างประเทศอาจจะตัดการทูตได้ เพราะหลายประเทศรังเกียจประเทศรัฐประหารบ่อย
4.       เทคโนโลยีต่างๆจะหยุดชะงักทันที ไม่ว่าจะเป็นด้าน IT หรือวิศวะกรรมอื่นๆ สาเหตุเพราะ ต้องรอคำสั่งอนุญาติจากคณะรัฐประหาร แต่การลงทุนรอไม่ได้ส่งผลให้การค้าขาดทุน และการค้าระหว่างประเทศ ทำไม่ได้ ลูกค้าจำเป็นจะต้องไปที่อื่น และบางทีอาจจะไม่กลับมาอีกเลย ซึ่งย่อมส่งผลเสียทางด้านการค้าแน่นอน และด้าน IT ก็เกิดปัญหาจากการหยุดชะงักของเทคโนโลยี จะทำให้บ้านเมืองล้าหลังจากชาวบ้านทันที บางคนจะเถียงว่าไม่จริง หรือบางคนบอกของพวกนี้ไม่มีก็ไม่ตาย สิ่งที่คุณพูด ไม่จริงนั้น อาจจะมีเหตุผล แต่ที่แน่ๆคุณปฏิเสธความจริงไม่ได้ว่า โลกพัฒนาขึ้น การสื่อสารต่างประเทศไปเรื่อยๆ แต่บ้านเรายังอยู่ที่เดิม เพราะผลกระทบจากการทำรัฐประหารไง
5.       รัฐบาลไม่เป็นตัวของตัวเอง ประชาชนไม่ยอมรับ และต่อต้าน เศรษฐกิจชะงัก ทันที ตลาดหุ้นผันผวน
อีกมากมายล้วนคือผลกระทบของรัฐประหาร ฉะนั้นคนที่สนับสนุนการรัฐประหารขอให้คิดให้ดี ว่ามันมีผลกระทบยังไงบ้าง ชอบได้ รักได้ ไม่ว่าจะเป็นยังไง แต่ถ้าทำอะไรไปแล้ว ต้องถามตัวเองว่า “กล้ารับผิดชอบไหม?” ผมบอกเลยผมไม่ทำอะไรได้แต่โพสเพราะผมรับผิดชอบไม่ได้  แต่หลายๆคนทำไปแล้ว กลับไม่คิดถึงคำว่า “รับผิดชอบเลย” ยิ่งคณะรัฐประหารแล้วไม่ต้องพูดถึง เขาไม่รับผิดชอบอะไรทั้งนั้น คนรับผลกระทบคือประชาชนตาดำ สำหรับผมแนวทางที่ดีในถ้าเกิดรัฐประหารขึ้นคือ การปรับตัวครับ ยอมรับในผลกระทบและหยุดพัฒนาจากนั้นปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ เพราะคนตัวเล็กๆนี้ทำอะไรไม่ได้ แต่ผมบอกเลย ผมไม่สนับสนุนรัฐประหารแน่นอนครับ

วันจันทร์ที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จิตสำนึกนักพัฒนาซอฟท์แวร์กับปัญหาลิขสิทธิ์ซอฟท์แวร์



ปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์ คงต้องเรียกว่าเป็นปัญหากันทั่วโลกเลยก็ว่าได้ เพราะมนุษย์ชอบของฟรี แน่นอนว่า ไม่มีใครไม่ชอบอะไรที่ได้มาฟรีๆ เริ่มจากการละเมิดกอปปี้สิ่งของทั่วไป จนมาถึงยุค IT ที่เริ่มละเมิดลิขสิทธิ์สินค้าประเภท Software หรือ License เพลงหรือหนัก ปัญหานี้ใหญ่เกินกว่าจะแก้ไข แต่ลึกๆ แล้วถ้าพบจริงๆ ปัญหานี้อาจจะเกิดจากการที่ คนเราขาดจิตสำนึกเองก็ได้ เพราะอะไร? คำตอบมันยากกว่าที่จะบรรยายออกมาได้  บางคนโทษสิ่งแวดล้อม บางคนบอกมันสนุก ก็แล้วแต่เหตุผลของแต่ละคนไป แต่ผมในฐานะนักพัฒนาคนนึง ก็ต้องยอมรับว่า ปัญหาพื้นฐานในการละเมิดลิขสิทธิ์ผม เริ่มมากกว่า ที่เริ่มละเมิดตั้งแต่เริ่มต้น ตรงไหน? ขอย้อนกลับไปตอนเป็นเด็กมัธยมปลายที่มีคอมพิวเตอร์เครื่องแรก ซึ่งเครื่องนั้นผมก็ละเมิดลิขสิทธิ์แล้ว ละเมิดตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าเราละเมิด เชื่อหรือไม่  เด็กไทยยุคผม ยุค IT เริ่มจะบูมร้อยละ 80 มีคอมพิวเตอร์เครื่องแรกคือ PC และระบบปฏิบัติการ Windows  โดยหารู้ไหมว่า คอมพิวเตอร์ทั้งเครื่องนั้น ละเมิดลิขสิทธิ์ทั้งหมด ดูน่าตกใจมากใช่ไหม แต่นั่นแหละคือความจริง ผมเริ่มต้นชีวิตของนักคอมพิวเตอร์โดยการละเมิดลิขสิทธิ์ แต่แน่นอนล่ะ ผมต้องยอมรับอย่างว่า ถ้าไม่มีเครื่องนั้นผมก็ไม่รู้จักคำว่า “คอมพิวเตอร์” แต่ว่าแม้มันจะผิด แต่ผมก็ทำไปแล้ว แน่นอนผมปัจจุบันก็เริ่มสำนึกผิด แต่ว่า ต้องยอมรับว่ามันมีทั้งข้อดีและข้อเสีย เพราะถ้าไม่มีการละเมิดอย่างนั้น ผมก็คงไม่มีคอมพิวเตอร์แน่นอน บ้านผมไม่ได้มีฐานะขนาดนั้น ประเทศเราเป็นประเทศที่ลิขสิทธิ์แพงมาก ทำให้ปัญหาการละเมิดลิขสิทธิ์โตได้เร็วมาก อาจจะมีหลายคนที่เป็นนักปรัชญา บอกว่า เฮ้ ถ้าไม่มีเงินก็หาสิ ถ้าไม่มีก็อย่าเพิ่งใช้ หรือ ว่าบางคนจะบอก ถ้าขโมยซาลาเปาช่วยแม่ อย่างงี้ก็ไม่ผิดใช่ไหม? แน่นอน สิ่งเหล่านี้ผมบอกเลยมันผิด แต่ว่าต้องไม่ลืมว่า เราคือมนุษย์ จะให้ตรงเป๊ะมันไม่ได้ ผิดก็ส่วนผิดก็ลงโทษ หรือชดใช้ แต่ว่าหากคิดจะทำให้ตรงเป๊ะ บางทีคนเรามันก็ทำไม่ได้ชีวิตเราคือมนุษย์ กกำลังตอนนั้นทำได้แค่นั้นจริงๆ แน่นอนผมคิดอย่างงี้ เพราะ ปัจจุบันพอผมมีกำลัง ผมก็เริ่มที่จะใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ และแน่นอน ผมอาจจะถูกด่าหน้าด้าน แต่ผมก็บอกเลย ผมรณรงค์ใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ ซึ่งผมเองอยากมีกำลังมากๆ ตอนนี้ เพราะอะไร? เพราะผมอยากรณรงค์ ใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์ให้เข้ากับบ้านเรา บางทีนี่อาจจะเรียก “จิตสำนึกของนักพัฒนา” ก็เป็นได้ แต่ผมบอกเลย ผมอยากจะใช้สินค้าถูกลิขสิทธิ์แน่นอน ปัจจุบันปัญหาบ้านเราคือ “เสียน้อย เสียยาก เสียมากเสียง่าย” บ้านเราให้ความสำคัญกับ IT น้อยเกินไป คิดว่ามันคือสิ่งที่ไม่คุ้มค่ากับการลงทุน และหลายๆสิ่งก็พบัปัญหาว่า Software มันแพงเกินไปกว่าเราจะซื้อและใช้ อย่างเช่นผมอยากใช้ Visual Studio ในแบบ Ultimate แต่ว่าโหย Software ตัวนี้ราคาแพงถึงตัวละแสน บาท ฟังไม่ผิด ตัวละแสน มันทำให้ เอ่อคือถ้าประหยัดต้นทุนได้ ยอมละเมิดดีกว่าไหม? และทางละเมิดก็ง่ายเหลือเกิน โหลดบิทไม่ถึง วันก็ได้แล้ว เร็วไหมล่ะ? นี่แหละคือปัญหา แต่ปัญหานี้จะแก้ได้ หมดไปถ้า เพราะเรื่องเดียวจะแก้ได้เลยคื “ผ่อนบัตรเครดิต 0% + เน้นราคาไม่เกินจริง” ผมกล้าบอกเลยปัญหานี้หมดแน่ ถ้าบ้านเราเปลี่ยนใหม่  Software หลายๆตัว ผู้ผลิตมักจะมาจากต่างประเทศ แต่บ้านเรากลับน้อยมาก และหา Dealer ยากมาก และ Dealer กลับเน้นขายเฉพาะองค์กร ไม่เน้นกับ Personal เลย ซึ่งจริงๆแล้ว ตลาด Personal ตรงนี้น่ะ กว้างมากๆ ขอเพียงมี Dealer ในไทยกล้าขายกับ Personal โดยใช้แบบธรรมดาที่ตอบสนองตอ่การทำงานได้พร้อมกับ ราคาไม่แพง หรือมีโปรโมรชั่นผ่อน 0% ละก็ ใช้กับบ้านเราได้แน่นอน แต่ปัจจุบันยังละเลยจุดนี้กันมาก แม้จะมีหลายคนเกิด “จิตสำนึกลิขสิทธิ์” แต่ว่า พอเจอราคาแล้วก็เลยบอก “ไม่ไหว” ผมเองก็เจออย่างนี้หลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็น Microsoft Office (ตอนนี้ผมหันมาใช้ 365 ก็ถูกดี) โปรแกรมตัดต่อวีดีโอชือดังอย่าง Ulead ที่แพงหูฉี่ , Adobe ที่โหยแพงมาก หา Dealer ก็ไม่ได้ OS ต่างๆที่ราคาเหยียบหมื่น แต่หาผ่อนไม่ได้เลย มันทำให้ผมคิดว่า นั่นแหละปัญหา ต่อให้เกิดจิตสำนึก แต่ราคามันแพงเหลือเกิน  อ้อ ปัญหาไม่ใช่แค่เกี่ยวกับราคาเท่านั้น แต่ปัญหาหลักคือ “มันไม่คุ้ม” คำนี้เกิดเมื่อไรก็จะไม่ซื้อ ทำไมไม่คุ้ม นั่นเพราะ คิดง่ายๆ คุณอยากจะซื้อไหมถ้าคุณฟังเพลงๆนึง แต่ต้องเสียเงินซื้อครั้งล่ะ 500 บาท แค่เพลงเดียว และแน่นอนว่า มันฟังแปร๊บๆก็เบื่อ เหมือนกัน บางทีเกิดกรณี อยากซื้อ Photoshop แต่ว่า ราคาแพงต้องเก็บเงิน พอจะซื้อก็ล้าสมัยซะแล้ว (หรือมีเวอร์ชั่นใหม่) ต้องเสียเงินอีก มันทำให้คนคิด ละเมิดเถอะง่ายกว่า  ปัญหาความคุ้มค่า อาจจะสำคัญ มากที่สุดก็ได้นะ 

สุดท้ายผมไม่เห็นด้วยกับปัญหาละเมิดลิขสิทธิ์แต่กล้าบอกว่าเป็นคนนึงที่ ละเมิดลิขสิทธิ์เช่นกัน แต่ตอนนี้ก็ลดลงแล้ว และจะพยายามให้มันหมดไป สาเหตุหลักเพราะ ช่องทางการขายมันหายาก และราคาแพง “ไม่คุ้มค่า”  และอยากให้รณรงค์ต่อต้านสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์ต่อไปครับ แต่ไม่ใช่รณรงค์อย่างเดียว ควรรจะหาช่องทางด้วย ผมเห็นนว่าบ้านเรามัน “ปัญญาอ่อน” เพราะปิดช่องทางเขา แต่ไม่ชี้ว่า ควรจะใช้ช่องทางไหนที่จะถูกและง่าย แถมคุ้มค่า เป็นผมๆ จะบอกว่า ปิดเลยละเมิดลิขสิทธิ์ แต่จะบอกด้วยว่า เอ้า ซื้อที่นี่ถูกลิทธิ์ คุ้มค่า และง่าย แถมมีระบบรับผิดชอบที่ดี  

อีกอย่างส่วนนึงที่ บ้านเราเป็นงี้ ต้องโทษผู้ใหญ่ที่ล้าหลัง ไม่ทันสมัย คิดแต่เรื่อง เก่าๆ เต่าล้านปี คิดแต่ว่าจะจัดการเก็บให้หมดแต่ไม่หาทางให้เขาได้ทำในทางที่ถูก คือ เอาง่ายๆ บ้านเราติดเรื่อง  ไม่คิดให้ครบ คิดให้จบ คิดแต่ง่ายๆ มันเลยกลายเป็นงี้ ปัญหาลิขสิทธิ์มันเลยแก้ไม่ได้สักที

วันศุกร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

จิตวิญญาณผู้นำนวัตกรรม



วันนี้ดูข่าวนึง แล้วคิดว่าเศร้าใจมาก นั่นคือข่าวของบริษัทแอปเปิ้ล ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทที่ผมคิดว่าเขาคือผู้นำนวัตกรรมไอทีบริษัทนึงกลับมีเริ่มมีความคิดไม่สร้างนวัตกรรมอีกต่อไป เนื่องจาก ข่าวที่แอบเปิ้ลกำลังจะซื้อบริษัท Beats ซึ่งเป็นผู้ผลิตนวัตกรรมด้าน หูฟังและลำโพงที่มีชื่อนั้น เริ่มส่งผลชัดเจนว่า แนวทางของ Apple เริ่มจะไม่ใช่ผู้นำนวัตกรรมอีกต่อไป
ถ้าคนติดตามข่าวจะรู้ว่า บริษัท Apple เริ่ม ส่อแววหลังจากสตีฟ จ๊อบเสียไป เหมือนกับจิตวิญญาณนั้นได้ตายไปกับจ๊อบด้วย ทำไมหรอ?  คำตอบอยู่ที่ ตัว บริษัทเอง เริ่มมีนวัตกรรมที่ถดถอยลง แต่สาวกบางคนอาจจะบอกว่าก็ยังมีออกมา ใช่ที่ออกมาน่ะคือสินค้า แต่มันไม่ใช่นวัตกรรม บางคนอาจจะแย้งก็เป็นนวัตกรรมสิ ไม่ใช่ตรงไหน มีหลายๆส่วนที่เป้นนวัตกรรมไม่ว่าจะเป็น Retina Display ที่มีเม็ดสีที่นำชาวบ้าน iOS8 ที่กำลังจะออก iPad ฯลฯ แต่สังเกตไหม แอปเปิ้ลเริ่มวนอยู่กับนวัตกรรมเดิมๆ สิ่งเดิมๆ SmartPhone,Tablet, Notebook ,PC ไม่พ้นของพวกนี้สักที ซึ่งถ้าเป็นจ๊อบอยู่ ผมเชื่อว่าบางทีเราอาจจะไม่เห็น iPhone5 ที่เป็นอย่างทุกวันนี้หรือ iPad Air ผมเชื่อว่า จะมีสิ่งใหม่เกิดขึ้น อาจจะเป็นสิ่งที่คาดไม่ถึง เพราะจ๊อบเชื่อว่านวัตกรรมคือการเป็นผู้นำ ฆ่าสินค้าตัวเองดีกว่าให้คนอื่นมาฆ่า สิ่งนี้แหละทีตอนนี้ Apple ไม่มี Apple มัวแต่วนอยู่กับสิ่งที่บริษัทอื่นก็ทำได้ เช่น Smartphone , Tablet ใส่สิ่ง ที่ผมเรียกว่า Plugins ลงไป เช่น Siri ,Touch Censor,Map แต่ว่ามันไม่ใช่นวัตกรรมใหม่ มันคือการรวมกัน แต่มันไม่ใช่ และล่าสุดยังมีข่าวการใส่กระจก แซฟไฟล์ลงไป ที่ทนทานกว่า Gorilla  Glass แต่ว่า ใส่ในไหน? Smartphone กับ Tablet ซึ่งมันคือนวัตกรรมเดิมๆ แต่ผลิตให้ดีขึ้น ทนขึ้น ตามยุคสมัย คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับ Apple ทำไมบริษัทนวัตกรรม ชั้นนำของโลก ถึงหานวัตกรรมล้ำหน้าไม่เจออีกแล้ว ตอนนี้ทุกบริษัท เริ่มตามทัน ไม่ว่าจะเป็น ไมโครซอฟท์ หรือ กูเกิ้ล หรือซัมซุง ทิ่เริ่มจะแซงแล้ว สิ่งนี้น่าคิดมาก และน่าคิดด้วยว่าอาจจะเป็นตัวอย่างในบทเรียนอนาคตของนักศึกษาและผู้บริหารที่เจอ เนื่องจาก บริษัทผู้นำนวัตกรรมที่ขาดนวัตกรรมย่อมหมายถึงสิ่งที่เป็นหายนะตามมา เริ่มจะไม่คิดเอง แต่ซื้อสิทธิบัตร เริ่มจะจ้องฟ้องคนอื่นจากสิทธิบัตรที่ตัวเองมี โดยไม่คิดเลยว่าตัวเองจะก้าวหน้ายังไง? นี่คือสิ่งที่น่ากลัวของบริษัท IT เลย ไมโครซอฟท์เองก็เจอปัยหาเดียวกันมาก่อน จนตอนนี้เกือบจะเรียกว่าเป็นยักษ์ล้มแล้ว แต่ว่าไมโครซอฟท์ก็เริ่มปรับตัว เริ่มหากินกับสิ่งใหม่ๆมากขึ้น เริ่มหาช่องทางใหม่ๆ ที่คนอื่นตามไม่ทัน สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ เริ่มจะปล่อย MS Officeให้ข้ามแพลตฟอร์มออกไป เปลี่ยนเป็น Cloud Service มากขึ้น เริ่มมีการรวมเป็นหนึ่งของแต่ละฝ่ายไม่ว่าจะเป็น Bing , Cloud หรือ Windows  และเริ่มจะไม่ยึดติดว่า Windows คือรายได้หลัก หันมาใช้ทางอื่นมากขึ้น ไมโครซอฟท์อาจจะไม่ใช่นวัตกรรม ทางด้าน Hardware ทีดี แต่ว่า ต่อไปจะเป็นบริษัทที่มีนวัตกรรมทางด้าน Software ที่หลากหลายแน่นอน โดยทิศทางชัดเจนขึ้นเมื่อ เริ่มขยายบริการตัวเองและให้ราคาที่เหมาะสมมากขึ้น โดยไม่แน่ถ้าไมโครซอฟท์คิดทัน เราอาจจะเห็น Software ที่เป็น Smart ครอบคลุมไปทั่วอุปกรณ์ที่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็น หูฟัง ไมโครโฟน เครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้า ที่เชื่อมต่อกันโดย OS Windows  ก็ได้ ซึ่งถ้าทำได้จริง ไมโครซอฟท์จะกลายเป็นผู้ที่น่ากลัวอีกครั้ง แต่คู่แข่งก็ยังคงเป็น Google อยู่ดี เนื่องจาก Google ยังมี Android ที่นำหน้ากวว่า 2 ก้าว โดยข้อมูลจาก Search Engine ที่ครอบคลุมกว่าทั่วโลกและยังมีประสิทธิภาพที่ดีกว่า Bing กว่า 10 เท่า ไม่ว่าจะเป็น Translate,Map ล้วนแต่เป็น สิ่งที่มีประสิทธิภาพ และนอกจากนี้ยังมี พันธ์มิตรยักษ์ใหญ่อย่างซัมซุง ที่น่ากลัวมาก ทางเดียวคือไมโครซออฟท์ต้องจับมือกับยักษ์ใหญ่รายอื่นๆไม่ว่าจะเป็น Lenovo,Acer,Dell หรือแหวกแนวอย่างผู้ผลิตน้ำขวดหรือกระเป๋า อย่างหลุย เพื่อจะหาทางเป็นนวัตกรรมใหม่ๆเป็นต้น

วันพฤหัสบดีที่ 15 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

นวัตกรรมพิชิตฟรี IT(1)



สำหรับนวัตกรรมการพิชิตของฟรีนั้น สิ่งที่เป็นนวัตกรรมไม่ใชสิ่งใหม่แต่เป็นสิ่งที่ทำแล้วดีขึ้นจากเดิม ต่อยอดให้ดีขึ้น เช่น IPhone ฆ่า iPod เป็นต้น สำหรับนวัตกรรมใหม่ในโลกที่จะมาแทนนั้น ดูเหมือนกำลังเน้นหนักไปที่รถยนต์ไร้คนขับ(Non-Human Drive) โดยใช้ระบบคอมพิวเตอร์เข้ามาแทนซึ่ง ตอนนี้ Google ได้เปรียบที่สุด แต่ว่าใช่ว่าจะมีแต่ทางนี้ทางเดียว สำหรับนวัตกรรมที่จะมานั้นไม่ใช่แค่ Smart Car แต่ต้องนอกจากนั้นด้วย สำหรับความคิดผม Smart Car นั้นดีแน่ เพราะเป็นนวัตกรรมใหม่ในวงการรถยนต์ แน่นอนช่วงแรก 5-6 ปีแรก มันคงแพงมากแต่ต่อไปก็จะเป็นตามกลไลตลาดก้คือถูกลงนั่นเอง แต่ว่าสำหรับผม นวัตกรรม Smart Car ผมว่าแค่กการสื่อสารน่ะมันเล็กๆ สำหรับผมว่า นวัตกรรมรถยนต์ที่ดี ควรจะเป็นพลังงานสะอาดควบคู่ไปด้วย เพราะว่ารถยนต์นั้นถูกต่อต้านส่วนนึงจากหลายๆคนว่า เป็นสินค้าทำลายสิ่งแวดล้อม เพราะปล่อยก๊าซพิษทางท่อไอเสีย สำหรับผม ถ้ามี Smart Car แล้วรถไร้คนขับ สิ่งที่ควรมีคือนวัตกรรมในการจัดการกับเครื่องยนต์หรือรถยนต์สะอาดที่ไม่ใช้พลังงานน้ำมัน ที่ปล่อยก๊าซพิษแต่ควรเป็น รถที่ปล่อยของเสียแบบใหม่ นั่นคือปล่อยออกมาเหมือนถ่ายอุจจาระคือเป็นก้อนอินทรีย์ ที่สามารถนำไปใช้เป็นสิ่งอื่นต่อไปได้ สำหรับผมการเลียนแบบบางอย่างที่ธรรมชาติให้มา นั้นไม่ใช่สิ่งน่าอายเลย การนำรถเข้าสุขารถยนต์ ผมว่าก็ไม่น่าเกลียดถ้ามันจะทำให้รถยนต์สามารถรักษาสิ่งแวดล้อมไว้ได้  หรืออีกทางเลือกนึงที่ผมสนับสนุนนั่นคือรถยนต์พลังงาน นิวเคลียร์ หรือเบากว่านั้น ถ้ามีนวัตกรรมพลังงานแบบใหม่ โดยที่ผมสนับสนุนพลังงานนิวเคลียร์เพราะลดการใช้น้ำมันหากมี Smart Car ที่ควบคุมรถยนต์แทบคน ก็ไม่น่าจะมีปัญหาเกิดขึ้น และการใช้พลังงานนิวเคลียร์ก็ยังประหยัดอีกมากด้วย เพราะพลังงานนิวเคลียร์กก้อนเดียว ถ้ามีการจัดการที่ดี อย่างน้อยๆรถคันนึงก็ไม่ต้องเติมอีกเลยประมาณ 5 ปี และยิ่งมี Smart Car ที่ทำหน้าที่ในการควบคุมตรวจสภาพรถแล้วละก็ ปัญหาเรื่องสภาพรถจะรัดกุมยิ่งขึ้น ผมจึงสนับสนุน แนวทางรถยนต์สะอาดเป็นนวัตกรรมอย่างนึงที่ แนวโน้มหลายบริษัทจะทำได้ และแน่นอนผมสนับสนุนแนวทางของ Microsoft, Apple และ Nokia สาเหตุเพราะผมศรัทธาใน ทุกสิ่งมีต้นทุน และทุกคนควรเห็นว่าต้นทุนที่แท้จริงคืออะไร ไม่ใช่ฟรีอย่างไร้เหตุผล