แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ C Sharp แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ C Sharp แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2557

ASP.net Tip # Dynamic Method WEB API 2



Config ให้ Dynamic สำหรับ Develop With Asp.net WEP Api
Note** ใช้งาน Asp.net WEB API2 and .net framework 4.5
ให้เพิ่มโค้ดนี้ลงไปที่ WebApiConfig.cs
            config.Routes.MapHttpRoute("DefaultApiWithId", "api/{controller}/{id}", new { id = RouteParameter.Optional }, new { id = @"\d+" });
            config.Routes.MapHttpRoute("DefaultApiWithAction", "api/{controller}/{action}");
            config.Routes.MapHttpRoute("DefaultApiGet", "api/{controller}", new { action = "Get" }, new { httpMethod = new HttpMethodConstraint(HttpMethod.Get) });
            config.Routes.MapHttpRoute("DefaultApiPost", "api/{controller}", new { action = "Post" }, new { httpMethod = new HttpMethodConstraint(HttpMethod.Post) });
พร้อมกับ Comment Config เดิมที่ให้มา
  //config.Routes.MapHttpRoute(
            //    name: "DefaultApi",
            //    routeTemplate: "api/{controller}/{id}",
            //    defaults: new { id = RouteParameter.Optional }
            //);
แค่นี้ก็เรียบร้อย ตัวอย่างโค้ด
public class ProductController : ApiController
    {
        PD1[] products = new PD1[]
        {
            new PD1 {ID= 1, A_PDNAME = "Tomato Soup", A_PDDESC = "Groceries"},
            new PD1 { ID = 2, A_PDNAME = "Yo-yo", A_PDDESC = "Toys" },
            new PD1 { ID = 3, A_PDNAME = "Hammer", A_PDDESC = "Hardware"}
        };

        // GET api/Product       
public IEnumerable<PD1> Get()
        {
            return products;
        }

        // GET api/ Product/5
        public PD1 Get(int id)
        {
            return products.Where(c => c.ID == id).FirstOrDefault();
        }
// GET api/ Product?id=aa &name=??
        public PD1 Get(int id, string name)
        {
            return products.Where(c => c.ID == id && c.A_PDNAME.Contains(name)).FirstOrDefault();
        }
// GET api/ Product/GetByname? name=??

        public IEnumerable<PD1> GetByName(string name)
        {
            return products.ToList();
        }

    }

วันอังคารที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

CultureInfo ปัญหาหยุมหยิมที่น่าปวดหัว ในการ Dev

สำหรับปัญหา Culture Info ที่เกิดขึ้นเป็นปัญหาหยุมหยิม สำหรับ Developer .net ที่มักจะมีปัญหา พ.ศ. บ้างคศ. บ้างประจำ และทำให้เกิดการ Error ในจุดที่ไม่ต้องการขึ้น Developer หลายๆ ท่านอาจจะไม่รู้ว่า เราสามารถทำการตั้งค่่าใน WebConfig หรือ App.Config ได้โดยมีสคริปดังนี้
<globalization uiCulture="es" culture="es-MX" />
หรือ 
<configuration>
   <system.web>
      <globalization
           fileEncoding="utf-8"
           requestEncoding="utf-8"
           responseEncoding="utf-8"
           culture="en-US"
           uiCulture="de-DE"
        />
   </system.web>
</configuration>

เปลี่ยน en-Us หรือ de-DE หรือ es,ex-MX เป็นตามที่ต้องการ ซึ่งปกตกิผมจะใช้เป็น en-US นะครับง่ายดี 

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

จงเขียนโปรแกรมทอนเงิน

ผมไปหาวิธีเขียนมาครับ เผอิญอยู่ๆอยากเขียน Copy ได้ครับ
 decimal[] ary_dec = new decimal[] { 100, 50, 10,5,1 };//แบงค์
            List<string> listof_doing = new List<string>();
            decimal dec_moneyvalue = 253;//จำนวนเงินรับ
            for (int int_i = 0; int_i < ary_dec.Length; int_i++)          
            {
                var dec_money = ary_dec[int_i];
                decimal dec_res1 = dec_moneyvalue / dec_money;
                decimal mod1 = dec_moneyvalue % dec_money;
                string ary_str_doing ="";

                if (mod1 > 0)
                {
                    int int_i2 = (int_i + 1);
                    ary_str_doing = ary_dec[int_i] + " Bath Uses " + Math.Floor(dec_res1) + " Piece";
                    while (int_i2 <= ary_dec.Length - 1)
                    {
                        dec_money = ary_dec[int_i2];
                        dec_res1 = mod1 / dec_money;

                        mod1 = mod1 % dec_money;
                        if (dec_res1 <= 0)
                        {
                            break;
                        }
                        if (Math.Floor(dec_res1) != 0)
                        {
                            ary_str_doing += "," + ary_dec[int_i2] + " Bath Uses " + Math.Floor(dec_res1) + " Piece";
                        }                      
                        int_i2++;
                    }
                    listof_doing.Add(ary_str_doing);
                    Console.WriteLine(ary_str_doing+"\n");
                }
                else
                {
                    ary_str_doing = ary_dec[int_i] + "Bath Uses " + Math.Floor(dec_res1) + " Piece\n";
                    listof_doing.Add(ary_str_doing);
                    Console.WriteLine(ary_str_doing);
                }
             
               
            }
            Console.ReadLine();
            //var result = listof_doing.ToList();

วันศุกร์ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ASP.NET MVC ตอน 2 Entity Framework และเครื่องมือ

สำหรับการพัฒนาเว็บไซต์ด้วย Asp.net MVC ได้มีการพัฒนากันมาตัั้งแต่ VISUAL STUDIO 2008 Service Pack 1 ตอนนั้นเครื่องมือยังไม่พร้อมมากมาย แต่ ณ ปัจจุบัน MVC ได้เดินทางมาถึง Visual Studio 2013 เรียบร้อยแล้ว  แล้วมันมีข้อแตกต่างจาก MVC2,3และ4 ยังไงล่ะ? คำถามนี้น่าสนใจมาก ก่อนอื่นขอแนะนำเครื่องมือสำคัญในการพัฒนากันก่อน

1) Visual Studio แนะนำควรใช้ตั้งแต่ Version 2010 ขึ้นไป เพราะอะไร? สาเหตุเพราะการเปลี่ยน Visual Studio แต่ละ Version จะมีปัญหาเกี่ยวกับ Solution เล็กน้อย และเวอร์ชั่นต่ำมักประสบปัญหาในการเปิดเข้าไปเวอร์ชั่นสูงกว่า นอกจากนี้ เวอร์ชั่นใหม่ๆ ยังมมี Tool ให้เพียบพร้อมกับว่า ยกตัวอย่างเช่น Visual Studio 2012 Update ล่าสุด ที่มี ฟังก์ชัน ASP.NET WEP API2  ที่มีการจัดการโค้ดและรูปแบบที่ดีกว่า WEP API 1 ลดความยุ่งยากและซับซ้อนลง ซึ่งจากที่เคยลองทำใน 2 เวอรชั่นโดยส้รางใน Visual Studio 2010 และ Visual Studio 2012 พบว่า Visual Studio 2012 มีการทำงานง่ายและจัดการได้ง่ายกว่า รวมทั้ง ASP.NET MVC4 นั้น ยังมีการผนวก JQuery และ Tools Routing ที่เร็วขึ้นกว่าเดิม  (แต่หากใครใช้ MVC4 แนะนำข้ามไป 2013 เลยครับเพราะ 2012 ยังไม่พร้อมกับ MVC4 ครับ)

Visual Studio 2008
Credit : http://blogs.msdn.com/blogfiles/jasonlan/WindowsLiveWriter/VisualStudio2008Beta2nowavailable_2D47/image.png

Visual Studio 2010

Credit : http://www.christiano.ch/wordpress/wp-content/uploads/2010/04/Logo_Visual_Studio_2010.jpg

Visual Studio 2012 
Credit :http://blogs.msdn.com/cfs-filesystemfile.ashx/__key/communityserver-components-imagefileviewer/communityserver-blogs-components-weblogfiles-00-00-01-35-09/4784.VS2012-NEW-logo.PNG_2D00_550x0.png

Visual Studio 2013
Credit :http://agafonovslava.com/image.axd?picture=%2F2013%2F07%2FVisual+Studio+2013.png


2) Entity Framework  สำหรับ Entity Framework คือ Tools ในการจัดการ ORM(Oreited Relational Mapping) อธิบายง่ายๆว่ามันคือเครื่องมือในการจัดการ Query จากฐานข้อมูลให้อยู่ในรุปแบบของ Object ตามรูปแบบของภาษาต่างๆ เช่น C#, VB.net แทนเราโดยที่เรา ไม่จำเป็นต้องไปเรียนรู้คำสั่ง SQL ไม่ว่าจะเป็น Select, Insert, Update, Delete เลย แล้วทำไมต้องเป็น Entity Framework ทั้งที่มีตัวอื่นมากมาย?  คำตอบนี้ผมขอตอบดังนี้

  1. เพราะไมโครซอฟท์ซัพพอร์ตกับ Entity Framework ข้อนี้ชัดเจนครับ ผมเลือกเพราะว่าไมโครซอฟท์ซัพพอร์ต อาจจะเป็นคำตอบแบบกำปั้นทุบดิน แต่ขอบอกเลย เหตุผลคือมันไม่มีแพให้แน่นอน มันยังได้ไปต่อนั่นเอง
  2. Entity Framework เหมาะกับการทำงานแบบเป็นทีมในการพัฒนามากกว่า ทำให้การทำงานเป็นทีมในการ Maintenance Database เป็นเรื่องง่ายๆ สามารถจัดการได้ด้วยตัวคนเดียวและการเขียนโค้ดก็ลดน้อยลง จากประสบการณ์ผม ใช้แบบ Database -> Object และทำงานเป็นทีม หลายๆคน ผมพบว่า พอมี Tool เข้ามาช่วย ทำให้ Team Lead ทำงานได้ง่ายขึ้น น้องๆในทีมทักมา เราแก้ไขอย่างรวดเร็วในฐานข้อมูล จากนั้นบอกน้องๆ ให้ Update Entity Framework เพื่อแก้ไขปัญหาที่ การอัพเดตก็ง่ายนิดเดียวไม่ต้องพึ่งโค้ดแม้แต่น้อย ทำให้การทำงานเป็นหนึ่งเดียวได้ง่ายขึ้น จัดการปัญหาได้เร็ว กว่าการใช้ SQL ปกติ
  3. ลดปัญหา เกี่ยวกับ Syntax SQL Error ได้มากเช่น การจัดการกับ NullValue ที่เป็นปัญหาพื้นๆ แต่มักจะถูกละเลยได้ง่ายๆ
รูปภาพตัวอย่างการใช้ Entity Framework

แค่ 3 เหตุผลเบื้องต้นก็เพียงพอสำหรับการที่ผมจะเลือกมาใช้ในการทำงานแล้วครับ
ทีนี้ในการเขียน MVC จำเป็นจะต้องใช้แต่ Entity Framework หรือไม่? คำตอบคือไม่จำเป็นครับ Entity Framework เป็นแค่ Tool ตัวนึงครับ เราสามารถจัดการตัวอื่นได้ แต่ Solution ที่ผมใช้และง่ายจริงๆคือ การใช้ การพัฒนาด้วย ASP.NET + ENTITY FRAMEWORK + SVN (tortoise) ทำให้การพัฒนาซอฟท์แวร์ สำหรับ Develooper สะดวกขึ้น และแก้ปัญหาได้เร็วขึ้น ถึง 20% ครับ

วิธีการใช้ Entity Framework เบื้องต้น
1. เปิดโปรเจคที่ต้องการใช้
2. คลิ๊กขวาที่ Solution Explorer เลือก Add New Items เลือกที่เมนู Data จากนั้นเลือก ADO.NET Entity Framework Data Model  และทำการตั้งชื่อ จากนั้นกด Add
3. เมื่อเข้ามาแล้วจะเข้าสู่หน้าจอให้เลือก Content Model มีตัวเลือกสองแบบ (หากต้องการใช้ Database To Object) ให้เลือก Generate From DataBase และกด Next จะเข้าสู่ขั้นตอนต่อไป

4. ขั้นตอนต่อมาคือการเลือก Data Connection สำหรับขั้นตอนนี้คือการเลือกการติดต่อกับฐานข้อมูลว่าจะให้ Entity ติดต่อกับฐาน้ขอมูลอะไร ขั้นแรกถ้ายังไม่เคยมีให้เลือก New Connection และทำตามขั้นตอนไป แต่ถ้ามีแล้วให้เลือก Connection จาก ComboBox ครับ และจะมี Checkbox ให้ Save Connection เข้าสู่ Web.Config (App.config) ซึ่งตรงนี้ แล้วแต่จะกดนะครับ โดยส่วนตัวผมชอบแบบสร้างให้เพราะเราแก้ไขมันง่ายดี เมื่อเรียบร้อยกด Next จะเข้าสู่ขั้นตอนสุดท้ายสำหรับเลือก Table,View,Store Procedure
5. ขั้นตอนนี้คือขั้นตอสำหรับเลือกว่า จะติดต่อ Entity กับ Table หรือ View, Storeprocdure อะไรบ้าง

เมื่อทำครบทุกขั้นตอนแล้ว จะได้ไฟล์เข้ามาใหม่ ตามชื่อที่เราตั้งโดย จะนามสกุล edmx ทีนี้พอเราดับเบิ้ลคลิ๊กเข้าไปจะพบตารางเต็มไปหมด ขั้นตอนต่อจากนี้เราก็แค่หยิบมาใช้ซึ่งทุกอย่างจะอยู่ในรูปแบบของ Object หมดแล้วทั้งสิ้นเรามีหน้าที่ แค่หยิบไปใช้ สำหรับการ Insert,Update,Delete จะใช้ Syntax แบบ LINQ to sql ในการจัดการ CRUD หากใครไม่เเคยใช้ก็ข้อให้ไปศึกษาที่นี่ก่อนนะครับ

เพิ่มเติม : http://bithai.wordpress.com/2009/09/22/%E0%B8%97%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%81-linq-%E0%B8%95%E0%B8%AD%E0%B8%991/




วันจันทร์ที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

ASP.NET MVC(C#) ตอน 1

ASP.NET MVC(C#)
ตอนที่ 1 รู้จัก MVC
MVC ย่อมาจาก Model – View – Controller 3 ตัวนี้ มีความหมายและหน้าที่ของมัน
Model คือ ส่วนสำหรับใช้ติดต่อฐานข้อมูล ส่วนใหญ่ Developer จะใช้เก็นคำสั่งพวกก Insert,Update,Delete, Select ลงใน Folder นี้โดยแยกเป็น Class สำหรับติดต่อฐานข้อมูลโดยเฉพาะและ Object ที่ใช้สำหรับ Insert สู่ ตารางต่างๆ โดยส่วนตัวตรงนี้ผมชอบผลักให้ไปกับ Entity Framework เพราะทำให้การ Manage ง่ายดี

View คือ ส่วนสำหรับหน้าจอแสดงผล ใน ASP.net MVC ที่ใช้ RAZOR จะเป็น .cshtml ใน Visual Studio จะไม่มีหน้า Design ให้เหมือนกับ Web Form

Controller คือส่วนของการเชื่อมเพื่อแสดงผลระหว่าง Model และ View โดยใน ASP.net MVC จะอยู่ใน Folder Controller และสามารถ Add Controller ได้เลย ภายใน Controller จะมี Action อยู่ภายใน แต่ละAction จะเชื่อมต่อกับ View 1 View
 อ่านเพิ่มเติมได้ ที่นี่

MVC คือ Pattern หนึ่งในการดีไซน์และพัฒนา Software โดยส่วนใหญ่จะเน้นการพัฒนาผ่านบนเว็บ MVC ไม่ได้ถูกจำกัดแค่อยู่บน .NET เท่านั้นแต่สามารถใช้ได้กับหลายภาษา เท่าที่ผมรู้ก็จะมี PHP ที่มี Framework MVC จำนวนมาก JAVA ก็ไม่น้อย และ.NET ที่มี .NET Framework คอย Provide ไว้ให้

ASP.net Web Form VS ASP.NET MVC
Topic
Web Form
MVC
โครงสร้าง Solution
มีแค่ Designer กับ C#
มี 3 แบบคือ Model, View, Controller
รูปแบบภาษา
ใช้ได้ทั้ง VB.net แล C#.net
ใช้ได้ทั้ง VB.net แล C#.net
การติดต่อฐานข้อมูล
ไม่จำกัด Tool ขึ้นอยู่กับ Tool ที่ใช้กับ .net ได้
ไม่จำกัด Tool ขึ้นอยู่กับ Tool ที่ใช้กับ .net ได้ แต่ว่าโดยส่วนใหญ่จะเก็บไว้ที่ Folder Model
Html Design
มีหน้า HTML Design ให้ใน Visual Studio
ไม่มีหน้า Designer สำหรับ HTMLให้
การ Include File
จะต้องสร้างเป็น user Control(.asmx) แล้วลากเข้ามาใส่ในดีไซน์
สามารถสร้างเป็น Shared หรือ Partial จากนั้น ใส่คำสั่งในการ Include เข้ามาได้ ตาม Syntax
ASP.NET CONTROL FORM
สามารถลากวางใช้ จากหน้า  Designer ได้เลย
สำหรับ MVC ไมโครซอฟฟท์ จัดให้หลายชุดคำสั่งมากและง่ายต่อการดึงมาใช้ แต่ต้องพิมพ์เอา
Javascript Ajax
เขียนปกติ
เขียนปกติ
Ajax Tookit
มีให้
ไม่มีให้
เวลาในการพัฒนาสำหรับเริ่มใหม่
Bad
Normal
เวลาในการพัฒนาสำหรับผู้เป็น .Net WebForm
Fast
Normal
หลาย Developer
Bad
Good
การวาง Pattern ในการพัฒนา
ยาก
ง่าย สาเหตุเพราะ มี Pattern พื้นฐานได้ส่วนนึง แค่ตั้งชื่อและติดต่อฐานข้อมูลให้พร้อม
RESTful Service
No
Yes
ViewState
Yes
No
ViewBag
No
Yes
Performance
Good
Normal
Server Support ในไทย
มีครบทั่วเพราะเป็นพื้นฐาน
ต้องสอบถามบางที่
Learning Curve
Normal
Good
Upgrade Version
Easy
Easy
นี่คือเปรียบเทียบเบื้องต้น จากประสบการณ์ในการพัฒนาโดยตรงและหาข้อมูลเพิ่มเติมครับ
สาเหตุที่ต้องพัฒนาด้วย MVC

  1.  ข้อได้เปรียบสำหรับเริ่มโปรเจคใหม่คือ Pattern ในการพัฒนาที่ชัดเจนกว่า Web Form กับการวาง Pattern แบบ Model, View, Controller เปรียบเสมือนการวาง ครบเป็น Module ที่ง่ายต่อการ จัดการพัฒนาหลายๆคนพร้อมกับ
  2.   ยืนหยุ่นกับ Developer มาก ทำให้การพัฒนาเร็ว และแม้จะไม่ชำนาญด้านการพัฒนาสำหรับ .Net ก็สามารถจัดการส่งต่อให้ผู้เชี่ยวชาญได้ง่าย
  3.  หากวาง Style ในการเขียนและตั้งชื่อตัวแปร แล้ว ผู้ต่อนั้นง่ายมาก
  4. เรียนรู้ง่ายและไว
  5. สามารถ Plug กับ Pattern อื่นได้ง่ายเช่น Repository, Invention of Control หรือ อื่นๆ
  6. เขียน RESTful Service ได้ดี ง่ายต่อการเขียนติดต่อกับ Cross Platform
สามารดูเพิ่มเติมได้ ที่นี่
ลิงค์เพิ่มเติมสำหรับ Asp.net MVC
http://sinosoi.wordpress.com/2011/07/14/asp-net-mvc-01-%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%84%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%B0%E0%B9%84%E0%B8%A3/

http://www.microsoft.com/thailand/msdn/ASPNET_MVC3_HTML5_Vol1.aspx