วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Blue Ocean ทะเลสีน้ำเงิน

คำว่า Blue Ocean เป็นศัพท์ที่ไม่ใหม่เท่าไรและใครหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง ผมจะมาอธิบายคำว่า Blue Ocean ในความรู้ของผมนะครับ
Blue Ocean ทะเลสีน้ำเงิน ในความหมายทางการตลาดมันคือการบุกเบิกหาสิ่งใหม่ๆตลาดใหม่ๆเพื่อลดการแข่งขันที่ดุเดือนใน Red Ocean หรือทะเลแดง ทำไมถึงเกิด Blue Ocean เพราะว่า Blue Ocean คือ "ทางออก" นั่นเอง Red Ocean คือทะเลแดง หมายถึงตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเกิดขึ้น(War Price) ผลก็คือทำให้กำไรที่เคยทำได้ดีในตลาดลดลงและต้องพยายามสร้างการแข่งขันให้ดีกว่าคู่แข่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่กำไรเริ่มสวนทางลง ซึ่งการเกิด Red Ocean นี้จะเกิดกับตลาดที่ใกล้อิ่มตัวจนถึง อิ่มตัวสุงสุดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ตลาดมือถือ Feature Phone ในอดีตที่การแข่งขันสูงมากๆ จนกลายเป็นราคาต่ำสุดอยู่ที่ เครื่องล่ะไมม่เกิน 900 บาท ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ๆ ทยอยล้อมหายตายจากลงไปบ้าง และก็เกิด Blue Ocean ขึ้นก็คือ Smart Phone นั่นเอง

การทำ Blue Ocean ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะปัจจัยบางอย่าง นั่นคือ นวัตกรรม หรือแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้เกิด Blue Ocean ขึ้น Blue Ocean เมื่อเกิดแล้วหากมีการเติบโตไปเรื่อยๆก็จะกลายเป็น Red Ocean ในที่สุด
ปัจจุบัน แม้ตลาด SmartPhone และ Tablet ยังไม่เกิดเป็น Red Ocean แต่ว่าสภาพก็ใกล้เคียงแล้วเพราะคู่แข่งเริ่มเยอะ และตลาดก็ใกล้จุดอิ่มตัวเต็มที ฉะนั้นเมื่อไรที่เกิด Blue Ocean เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นอีกนั่นเอง

วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557

CSR(Corporate Responsibility) ใครว่าไม่สำคัญ?

Corporate Responsibility คือ หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและ
สิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี
โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Credit : http://www.csrcom.com//)

ความรับผิดชอบตรงนี้เอง ก็เหมือนก้ำกึ่งระหว่างโฆษณาทางการตลาดอย่างหนึ่งกับการทำเผื่อสังคมอย่างแท้จริง การทำกิจกรรม CSR หลายๆบริษัทก็ทำเพื่อตอบแทนสังคม แต่ว่าอาจจะไม่ได้รับการจับตามองจากสื่อเท่าที่ควรนัก เช่น การทำส่งเสริมกีฬาของเบียร์สิงค์ เป็นต้น
การทำกิจกรรม CSR นั้น จำเป็นจะต้องวางแผนมาก่อนไม่ใช่แค่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวแต่จำเป็นจะต้องมีการวางแผน เพื่อรับกับกระแสตอบรับที่เกิดขึ้นด้วย หนึ่งในกระแสตอนนี้ที่เป็น CSR นั่นก็คือ #IceBacketChallenge ที่เป็นกระแสสังคมโดยการราดน้ำเย็นใส่ตัวเองและท้าคนต่อมา โดยผู้ไม่รับก็ทำการบริจาคเพื่อช่วยเหลือในการรักษาโรค ALS ตอนนี้เป้นกระแสโด่งดังในหมู่ดาราและเซเลบมากมาย
ทีนี้มาถามทำไมต้องทำ CSR?
1) เพื่อให้เกิดการตอบแทนต่อสังคม การรับผิดชอบและตอบแทนต่อสังคมคือ Concept ของ CSR อยู่แล้วแต่สาเหตุที่ต้องตอบแทนสังคมเป็นเพราะว่า สังคมนั้นเมื่อมีการใช้ และต้องมีการคืนเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน บริษัทต่างๆ มีการใช้ทรัพยากรของสังคมไปมากมายแต่ไม่มีการตอบแทนคืนต่อสังคม เมื่อใช้นานๆเข้าก็หมดในที่สุดและทำให้บริษัทเองก็ล้มไปด้วย ฉะนั้นการตอบแทนสังคมเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนจึงจำเป็นอย่างมาก
2) เพื่อความมั่นคงของบริษัท CSR ภายนอกคือการทำนโยบายเพื่อตอบแทนสังคม แน่นอนว่าปัจจุบันมีสือ่เข้ามาช่วยโปรโมทมากมาย ทำให้สังคมเกิดเป็น Viral ออกไป ย่อมตามมาซึ่งหน้าตาและชื่อเสียงของบริษัท ฉะนั้นจึงเป็นการทำให้เกิด Aware ของบริษัทได้เลยทีเดียว

สองสาเหตุนี้คือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิด CSR ในปัจจุบัน ผมเองก็รณรงค์ให้เกิด CSR เช่นกัน แต่ CSR นั้นไม่จำเป็นจะต้องออกสื่อเท่านั้น แต่ยังทำโดยไม่ออกสื่อได้หลายทางเช่น การดูแลพนักงานให้เกิดธรรมภิบาล การเอาใส่ใจ หรือ โรงงานที่ทำการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น

วันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2557

One Windows !!!

หลายคนคงรู้จักกับ Windows และมีประสบการณ์ที่ทั้งดีและไม่ดีทั้งหลายปนกันไป Windows เกิดจากบริษัท Microsoft  มีประวัติศาสตร์ยาวนานก่อตั้งมาหลัง Apple เล็กน้อย แต่ทว่าความสำเร็จไม่น้อยหน้ากันเท่าไร วันนี้เดินหน้ามาถึงคำว่า One Windows จะเป็นเช่นไร และความเห็นจากผู้เชี่ยวชาญจะเป้นยังไงเชิญติดตามกันที่นี่เลยครับ
https://www.blognone.com/node/59429

นายไอที

วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557

สถิติการใช้ SmartPhone ของคนไทย

คนไทยกับสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นของคู่กันซะแล้วเมื่อมีการสำรวจออกมาว่าคนไทยติดมือถือมากที่สุดในโลก กับล่าสุดก็มีการทำสถิติออกมาเป็น Infographic ให้เห็นอีกว่าคนไทยซื้อของมือถือเป็นจำนวนเงินมากถึง 4000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว นับเป็นตัวเลขที่น่าคิดสำหรับการทำตลาดออนไลน์มากเลย

Credit :Positioningmag.com

วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2557

CPU แต่ล่ะ Core เป็นยังไง? แตกต่างยังไงมาดูกัน

วันนี้ได้เห็นบทความที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อคนที่อยากรู้ว่าอะไรคือ Core ของ CPU กัน ยุคนี้สมาร์ทโฟนแข่งสเปกกันมากมาย หลายเจ้าอวด CPU Quad core, Dual Core มันเป็นยังไงกัน? วันนี้มีบทความง่ายๆมาให้ดูกันครับ

GOTO : http://news.siamphone.com/news-14863.html

จริงๆแล้ว CPU คือการประมวลผล ยิ่ง CPU ที่มีความแรงและการประมวลผลจำนวนรอบเร็วๆก็จะทำให้ประมวลผลในการใช้ App ดีขึ้นถ้าพูดภาษาคนทั่วไปคือ มันยิ่งประมวลผลเร็วและทำให้เล่น เกมหรือเปิดเว็บเร็วขึ้นครับ แต่ว่า ทั้งนี้ขึ้นกับสถาปัตยกรรมที่ออกแบบมานะครับเพราะบางทีการที่มี Core เยอะๆ เช่น 8 Core ไม่ได้หมายความว่าจะเร็วกว่า 4 Core เสมอไป เพราะบางทีผู้ออกแบบอาจจะมีแนวคิดที่ว่าแบ่งการทำงานออกเป็น 4 -4 นั่นหมายถึง ทำงานทีล่ะ 4 Core อีก 4 Core ผลัดไปประมวลผลอย่างอื่นครับ

ปัญหาเทคโนโลยีกับการศึกษา

คงปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่าระบบการเรียนของประเทศไทยปัจจุบัน เรียนยังไง 10 ปีผ่านไปก็ยังเหมือนเดิม แม้จะมีการใช้ Tablet เข้ามาช่วยแต่ว่า บรรดาครูผู้สอนเองก็ไมไ่ด้ Active ตัวเองตามเทคโนโลยีด้วย กลับมองว่ามันถ่วงการสอนอีกต่างหาก ซึ่งข้อนี้เองทำเอาระบบการศึกษาบ้านเราเองยังคงไม่ไปไหนเท่าไร

เทคโนโลยีมีบทบาทกับทุกระบบธุรกิจ ปฏฺิเสธไมไ่ด้เลยว่าการมีเทคโนโลยีทำให้บ้านเมืองและการทำธุรกิจคล่องตัวขึ้น แน่นอนว่าสิ่งที่ต้องตามมากันคือ การเรียนรู้(Know-how) ซึ่งจะต้องมีการลงทุนทรัพยากรทางด้านเวลาในการเรียนรู้ตามมาเรียกว่า Learning Curve ถ้าเวลาในการเรียนรู้สั้นย่อมมีประโยชน์ต่อธุรกิจอย่างมากมาย ซึ่งในด้านการศึกษาเองก็เริ่มมีบทบาทมาก เช่น Tablet สำหรับการเรียนการสอนแทนหนังสือ หรือ โปรแกรมจำพวกสอนออนไลน์ โดยอาจาร์ยหรือนักศึกษาไม่จำเป็นต้องอยู่ในห้องเรียน แต่ว่าสิ่งพวกนี้กลับไม่ได้ผลนัก ทำไม? ผมจึงลองไล่ๆ คิดๆ ดูแล้วเลยคิดว่าสาเหตุมันน่าจะมีดังนี้

  1. คนทำงานมานานย่อม ไม่อยากเปลี่ยนแปลง ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะไปกระตุ้นให้ชีวิตต้องเกิดการเรียนรู้ใหม่ คนที่ทำงานมานานจนอยู่ตัว เช่น ผู้ที่ทำงานจำนวน 30-40 ปี เมื่อเจอโลกยุคอินเตอร์เน็ต ที่ต้องเรียนรู้และเปลี่ยนพฤติกรรมใหม่ทำให้ คนที่ทำงานมานานตามไม่ทันและไม่อยากเรียนรู้ใหม่ 
  2. ความไม่แน่นอนในการเปลี่ยนแปลง การเปลี่ยนแปลงใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการทำงานหรือการศึกษาต้องมีการเรียนรู้เกิดขึ้นทำให้เกิดการแข่งขันใหม่ และบทบาทตัวเองอาจจะถูกลดบทบาทลงก็เป็นได้
  3. นักเรียนในห้องเรียนไร้ระเบียบ ซึ่งการไร้ระเบียบนี้ปกติก็ยากต่อการควบคุมเวลาเรียนอยู่แล้ว ยิ่งเมื่อไม่ต้องมีอาจาร์ยคุมสอนในห้อง มีแต่หน้าจอ ยิ่งทำให้ไม่ตั้งใจเรียนมากยิ่งขึ้น
  4. สถานศึกษาไม่อยากทุ่มงบประมาณในการใช้เทคโนโลยี สืบเนื่องจากปัญหาข้อ 1 และ 2 และบุคลากรที่ทำงานมานาน ไม่ได้มีการ Active เปลี่ยนแปลงมานาน ทำให้คนไม่อยากเรียนรู้ใหม่
  5. เทคโนโลยีเก่าก็มีอยู่ เช่น PC ที่ใช้มานาน ซึ่งกการลงทุนแต่ละครั้งต้องใช้งบประมาณจำนวนมาก จึงไม่อยากเสียใหม่
  6. ความไม่เชื่อในการศึกษาแบบออนไลน์ การศึกษาแบบออนไลน์ยังไม่สามารพิสูจน์ได้ว่ามีประสิทธิภาพเท่ากับการศึกษาปกติ ทำให้คนยังไม่เชื่อถือมากนัก
จากสาเหตุทั้ง 6 นี้ ปัญหาหลักๆคือ บุคลากรและนักเรียน ไม่ให้ความร่วมมือในการเรียนแบบไม่ใช้ห้องหรือเทคโนโลยีเรียนออนไลน์นั่นเอง การศึกษาไทยจำเป็นจะต้องพัฒนาอีกมากนักเรียน/นักศึกษาไทยยังคงไร้ระเบียบและไม่ขยัน ทำให้การศึกษาแม้จะมีเทคโนโลยีเข้าช่วยแต่เมื่อ ไร้ระเบียบทำให้การศึกษาไม่ได้ผลและเด็กไทยก็ไม่ชอบการเรียน ข้อนี้เองที่เป็นปัญหาทำให้การศึกษากับเทคโนโลยียังไม่ไปไหนเลย

นายไอที

วันศุกร์ที่ 8 สิงหาคม พ.ศ. 2557

PC ยังไม่ตาย !!!!

หลังจากมีอุปกรณ์ Smart Device มากมายที่ออกมาในช่วง 2-3 ปีนี้ เทคโนโลยีพัฒนาไปเร็วขึ้นมากไม่ว่าจะเป็น Smart Phone, Tablet, Smart Wearable และ กำลังจะมี Smart Car ตามมา แต่เชื่อไหมอุปกรณ์ที่เริ่มต้นอย่าง PC นั้นจะยังไม่ตาย ทำไมน่ะหรอ? สาเหตุผมจะอธิบายให้เห็น ดังนี้นะครับ

PC ในทีนี้รวมถึง NB ด้วยนะครับ

1) PC มีความสามารถที่สุงกว่า Smart Device ทั้งหมด ความสามารถในทีนี้คือความแรงของเครื่องและการใช้งาน โดย PC สามารถใช้งานหนักๆ เปิดเครื่องได้นานและมีความจุของอุปกรณ์ที่มากทำให้ การทำหลายๆ ที่ยังคงต้องใช้ PC เป็นหลักอยู่ดี

2) เกมบน PC มีกราฟฟิกสวยงามและเอื้อนักพัฒนา ข้อนี้ก็เป็นอีกข้อนึงที่เกื้อหนุน PC อยู่สาเหตุเพราะการเล่นเกมหนักๆที่มีการประมวลผลสูงๆ ยังเอื้อต่ออุปกรณ์ PC อยู่มาก แม้จะน้อยลงแต่ว่าตลาดเกมบน PC กลับไม่ได้กระทบเท่าไรนักเนื่องจากนักเล่นเกมมือโปรก็ยังเล่นเกมหนักๆบน PC ไม่เปลี่ยนไม่ว่าเทรนเทคโนโยโลยีจะออกเพิ่มเติมยังไง

3) กราฟฟิกประมวลผล ตัดต่อหนัง/วีดีโอ ยังไงก็ต้องพึ่ง PC เพราะการ์ดจอที่มีการแสดงผลและการประมวลผลอย่างรวดเร็วทางที่ดีที่สุดก็ยังหนีไม่พ้น PC อยู่ดี

4) Developer ยังไงก็หนีไม่พ้น PC สาเหตุเพราะว่า นักพัฒนาต้องการเครื่องที่มีกำลังสูงและหน้าจอที่ใหญ่ และการใช้เมาส์ พ้อยที่แม่นยำ การใช้ Touchscreen และการพัฒนาบน Tablet คงจะไม่เอื้อเท่าไรนัก

5) การใช้งาน Office เช่นการประชุม Conference ยังไงก็ต้องพึ่ง PC อยู่ สาเหตุเพราะการประมวลผลและ Internet ประจำสถานที่/บ้าน ยังเร็วกว่า Internet ประเภท 3G,4G และต้นทุนต่ำมาก การใช้ Conference บน PC ผ่าน Skype หรือ Hangout ก็ถือเป็นจุดขายที่ดีกว่านั่งมองผ่านจอเล็กๆ การประมวลผลที่เร็วกว่าย่อมทำให้การสื่อสารไม่พลาดได้

6) เครื่องปริ๊น PC มีการเข้าถึงเครื่องพิมพ์ที่หลากหลายกว่า อุปกรณ์ Smart Device หลายชิ้นยังคงใช้พิมพ์ผ่านเครื่องพิมพ์ไม่ได้แต่ PC มีการรองรับที่เพียบพร้อมไว้แล้ว ฉะนั้นเรื่องนี้จึงเป็นจุดที่ทำให้ PC ยังคงอยู่ต่อไป

7) การพิมพ์และการใช้เมาส์ ปฏิเสธไมไ่ด้เลยว่าการพิมพืและการใช้ Mouse เป็นจุดสำคัญของการใช้งาน PC แม้หลายคนจะบอกมันล้าสมัยไปแล้ว แต่ลองนึกๆดู การพิมพ์บนคีย์บอร์ดยังไงก็เร็วกกว่าการพิมพ์ผ่านหน้าจอเล็กๆ แน่นอน พร้อมกับการใช้เมาส์ก็ยังทำงานได้หลากหลายกว่าการใช้ Touchcscreen ด้วย ฉะนั้นหากยังไม่มีเทคโนโลยีในการทดแทน Mouse และ Keyboard ละก็คงยากแน่นอน

8) Server ที่ยังใช้อุปกรณ์ของ PC ซึ่งนี่ก็เป็นข้อนึงที่ยังไงก็เอื้อมากกว่า สำหรับ PC โดยเฉพาะเลยเนื่องจากต้นทุนที่สูง และค่าใช้จ่ายที่สูงการประมวลผลที่เร็ว จึงจะต้องใช้ PC ต่อไป บางคนสามารถใช้ PC เป็น Server ได้เลยทีเดียว

อย่างที่กล่าวมาทั้งหมด PC ยังไม่ตายแน่นอน เพียงแต่เทรนต่างๆที่สื่อประโคมเข้ามาทำให้คิดว่ามันเริ่มตายจากไปแต่มันผิด เพราะมันแค่ลดลงเนื่องจากมีอุปกรณ์บางอย่างมาทำงานแทนมันในบางฟังก์ชันที่มันด้อยลงเช่น การพกพาไปในทุกสถานที่ การเช็คอีเมล์หรืออ่านข่าวหรือการแชท แต่ข้อดีของ PC ก็ยังหนีไม่พ้นอยู่ดี ไม่ว่าจะเป็นการประมวลผล การพิมพ์การใช้เมาส์หรือการทำงานด้านกราฟฟิก งานหนักๆอย่างนี้ยังไงก็หนีไม่พ้น PC อยู่ดี จึงกล้าบอกว่ามันยังไม่ตายแน่นอนตราบใดที่ยังต้องการอยู่ ขณะเดียวกัน ราคาPC ก็จะสูงขึ้นด้วยตามหลัก Demand / Supply เพราะ Demand ต่ำลง การผลิตก็น้อยลงแต่อยู่ตัวมากยิ่งขึ้น ผู้ผลิตรายเล็กๆลดลง เหลือแต่รายใหญ่เท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ Lenovo นั่นเองที่ทำกำไรจาก PC ได้อยู่ ฉะนั้นอย่าเพิ่งมอง PC เป็นของล้าหลังตราบใดที่เราขาดมันไม่ได้ แต่ขอให้มองให้ออกว่า มันใช้งานอะไรเหมาะกับเราตรงไหน แล้วจะทำให้สามารถเลือกใช้ได้ถูกต้อง

นายไอที

วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557

Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 5

Samsung บริษัทยักษ์ ทางด้าน Electronic ในนามของบริษัท Samsung Electronics จำกัด บริษัทซัมซุงมีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้โดยครั้งแรกไม่ได้เน้นทางด้าน Electronic เท่าไร แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น บริษัทจึงได้มีแบ่งส่วนออกมา และต่อมา Samsung Electronic จึงเกิดขึ้น ปัจจุบัน Samsung ไม่ได้จำกัดแค่ส่วนของอุปกรณ์ IT เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เครื่องซักผ้า เป็นต้น

Samsung เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของ Android ซึ่งกินตลาด Android มากที่สุดในโลก ทั้งนี้เริ่มต้นนั้นซัมซุงได้ผลิตมือถือเพื่อแข่งขันกับ Nokia โดยทั่วไป แต่ต่อมาเมื่อ Android เกิดขึ้น ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล จึงได้รีบเข้ามาใน Android ทันที โดยเริ่มต้นมีบริษัทคู่แข่งมากมายทั้ง HTC, Sony, Motorolla ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น แต่ Samsung ก็สามารถพิสูจน์ถึงหนทาง แห่งผู้นำและสามารถพลิกมาเป็นผู้นำในที่สุด

กลยุทธ์ที่ซัมซุงใช้ในการแข่งขันของตลาด SmartDevice นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนั่นคือกลยุทธ์ เดียวกับของ Nokia ในอดีตนั่นเอง แต่ทว่าซัมซุงมีการเพิ่มเติมเข้าไปอีกเล็กน้อย
1) กลยุทธ์ตามสถานการณ์
ซังซุงเป็นบริษัทที่ปรับตัวเร็วมาก กลยุทธ์อย่างแรกของซัมซุงคือการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ให้ทัน ดังนั้นตอนออกมาช่วง SmartPhone ช่วงแรกที่ Apple ยังคงเป็นราชาอยู่นั้น Samsung ก็เป็นแค่ผู้ตามที่ดี โดยพยายามศึกษาและดูข้อมูลของ Apple อยู่ตลอด และพยายามออกผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับที่ตลาดขายได้ออกมา ซึ่งนั่นคือ Samsung Galaxy S1 นั่นเอง

2) กลยุทธ์ขยายตลาด
เมื่อซัมซุงได้ตามสถานการณ์ทันแล้ว สิ่งที่ซัมซุงทำต่อนั่นคือ การใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองที่มี โดยซัมซุงเป็นOEM ที่ผลิตชิ้นส่วนของอุปกรณ์ SmartPhone ให้กับเจ้าต่างๆอยู่แล้ว จึงดึงข้อได้เปรียบของตัวเองมาและใส่ตัวเองเข้าไป ทำการขยายตลาดขึ้นเมื่อออก S1 ออกมาก็ทำการออก S2 ออกมาเพื่อลองตลาดผู้บริโภคให้มากขึ้น เมื่อลองตลาดแล้ว ยังไม่หยุด จึงมีการออก Android เวอร์ชั่น ที่ราคาโดนใจผู้บริโภคออกมาด้วย โดยเป็น Android ราคาต่ำนั่นเอง การออกพวกนี้ออกมาทำให้ Samsung ได้จับตลาดถูกว่า มือถือต้นทุนต่ำสามารถขายได้ดีกว่า มือถือราคาแพง แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีส่วนหนึ่งทีต้องการมือถือราคาแพงเช่นกัน Samsung จึงทำการแบ่งตลาดและซอยรุ่นต่างๆ ออกมาให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ตั้งแต่มือถือราคา 2000-3000 บาท จนถึง High-End เครื่องล่ะ 20000 Up ซึ่งการทำเช่นนนี้ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคมีโอกาสมากขึ้น แม้จะมีบางรุ่นที่ขายไม่ดี แต่แบรนก็ติดตลาดเรียบร้อยแล้ว

3) กลยุทธ์ผู้นำนวัตกรรม
ก้าวต่อมาหลังจากขยายตลาด ทำให้สินค้าของตัวเองติดแบรนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปแล้ว จึงเริ่มก้าวต่อมาในการเป็นผู้นำนวัตกรรม ตัวอย่างคือ SS Galaxy Note เป็น Phablet ตัวแรกในวงการออกมา แม้ตอนแรกจะดูเหมือนแป๊กก็ตามที แต่นับเป็นก้าวแรกของนวัตกรรมใหม่ จากนั้นยังมี การรวมสองนวัตกรรมนั่นคือกล้องถ่ายรูป Compact กับ มือถือเข้ามานั่นคือ SS Galaxy Zoom ที่สามารถ่ายรูปได้ชัดเจนมากขึ้น นับเป็นการก้าวแห่งนวัตกรรมมากเลยทีเดียว

4) กลยุทธ์กินส่วนแบ่งตัวเอง
กลยุทธ์นี้ผู้คิดคือ Apple แต่ว่า Samsung เองก็ประสบความสำเร็จด้วย การกินส่วนแบ่งตัวเองคืออะไร มันคือการออก Product ใหม่ให้ทับกับตลาดตัวเองโดยให้กินส่วนแบ่งที่ตัวเองมีอยู่เดิม ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ส่วนแบ่งไม่ไปไหน ไม่พอ การออก Product ที่ถี่ขึ้น ยังทำให้เป็นการสร้าง Awareness อย่างดีเลยทีเดียว

5) กลยุทธ์ขยายธุรกิจ
ไม่หยุดแค่ มือถือ นั่นแหละคือ ซัมซุง ซัมซุงพยายามขยายออกไปหลายธุรกิจให้มากขึ้นตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์จนถึง ประกันชีวิตเลยทีเดียว การทำเช่นนี้เป็นการประกันความมั่นคงของบริษัทได้อย่างดี โดยข้อนี้ได้ตัวอย่างจาก Nokia ที่เน้นธุรกิจด้านเดียวจนทำให้บริษัท ล้มเหลวในที่สุด

นายไอที 

วันพุธที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 4

Android คือระบบปฏิบัติการมือถือที่เรียกได้ว่ามีประวัติอาจจะยาวนานกว่า iOS ของ iPhone เนื่องจาก Android นั้นแรกเริ่มเดิมทีก็มีต้นแบบมาจากการจะเป็นคู่แข่งกับ อดีตราชาแห่งมือถืออย่าง Nokia นั่นเอง

แรกเริ่มเดินที Android คือระบบปฏิบัติการที่จะใช้บนกล้องดิจิตอล แต่ตลาดที่หดตัวทำให้เปลี่ยนมาเป็นมือถือแทน ผู้ให้กำเนิดคือ Andy Rubin ครั้งแรกที่เขาให้กำเนิด Android ภายใตับริษัท แอนดรอย จำกัด ในรัฐแคลิฟอเนี่ย (อ่านเพิ่มเติมได้้ที่นี่) จากนั้นไม่นานก็ถูก Google Take Over ไป เมื่อ Google เทคโอเวอร์แอนดรอย์ไปแล้วหลังจากนั้นจึงปรับปรุงหน้าจอและ UI ให้ทันสมัยให้เข้ากับยุค SmartPhone มือถือรุ่นใหม่จากนั้น Google ก็ทำดำเนินกลยุทธ์ Opensource ตามแบบ Android ผลคือทำให้การปรับแต่งง่ายต่อนักพัฒนามาก และแต่ละเจ้าที่ใช้ Android สามารถเรียกจุดเด่นของตัวเองได้ จึงทำให้เรียกได้ว่า Android คลองโลกอยู่น่ะปัจจุบัน

กลยุทธ์ของ Google-Android
1) Opensource เรียกพันธมิตร
การเรียกพันธมิตรนี่เองที่เป็นกลยุทธ์หลัก ทำให้ Google ประสบผลสำเร็จจนปัจจุบัน เพราะการเปิด Opensource โดยไม่เก็บค่า License ของ OS ทำให้เกิดต้นทุนต่ำของผู้พันธมิตร และยังเปิด Source ให้เป็นการสร้างเอกลักษณ์ จุดเด่นเฉพาะตัวของ OEM แต่ละเจ้าอีก การทำเช่นนี้ทำให้ผุ้ผลิตชอบ Android มากขึ้นอีก จึงมี OEM หลายเจ้าเข้ามาใช้ Android ทันที ไม่ว่าจะเป็น Samsung ,HTC, Xiamoni ,Huawei,Sony เป็นต้น

2) รายได้รูปแบบใหม่ทางอ้อมจากโฆษณา
แม้ Android จะเป็น Opensource ที่เปิดให้ OEM แต่ละเจ้าได้ทำการใส่เอกลักษณ์ของตัวเองเข้าไปแต่คณะเดียวกัน ก็ยังมีการควบคู่บางอย่างไว้เพื่อให้เป็นรายได้ของ Google นั่นคือ การใส่ Google Play Service และ Advertise บน Free Application ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ Google ได้รับรายได้มหาศาล แม้ผู้ผลิตแอพพลิเคชั่นจะได้เงินด้วย แต่Google ก็ยังได้รายได้มหาศาลจากผู้ผลิตที่กระจาย Android ไปทั่วโลกสั่งผลให้ผลประกอบการ เพิ่มขึ้นๆทุกปีๆ จนแซงหน้า Apple

3) สนองความต้องการของคนในยุค 3G
วิสัยทัศน์อันกว้างไกลของ Google ไมไ่ด้หยุดแค่ Search Engine แหล่งทำเงินหลักของ Google อีกต่อไป แต่ CEO ของ Google ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกล เมื่อมี Android แล้ว และยุค 3G กำลังจะมาถึง ซึ่งอินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงได้ทุกคน หนึ่งสิ่งที่คนต้องการในยุค 3G เข้าถึงผู้คนนั้นคือ การบันเทิง นั่นเอง
หนึ่งสิ่งที่ Google คิดได้ถูกต้องมาโดยตลอดนั่นคือการสร้างความบันเทิง  Google เริ่มมีแนวชัดเจนในการเน้นการบันเทิงมากขึ้นเริ่มจากการที่ ซื้อYoutube ที่เป็นแหล่งรวมวีดีโอบันเทิงอันดับหนึ่งในโลก แม้ตอนเข้าซื้อจะยังมีคู่แข่งบ้างแต่นับเป็นการตัดสินใจที่ถูกต้อง ปัจจุบัน Youtube ได้แพร่หลายไปมากมาย คนทุกคนสามารถเข้าชม Youtube ผ่าน มือถือของตัวเอง ทำให้การซื้อ Youtube แม้มูลค่าจะสูงแต่เป็นการทำที่ถูกต้องที่สุด ต่อมาเมื่อมีแหล่งดูวีดีโอแล้ว ก็ยังต้องการพื้นที่ในการแชร์ความรู้สึกส่วนตัว ให้กับเพื่อนๆทุกคนได้ฟังอีกด้วย จึงทำการเปิด Google Plus ขึ้นมา แม้นี่จะไม่ใช่หนึ่งในแนวทางที่ Google ใช้แชร์ความรู้สึกให้กับคนอื่นๆ โดยก่อนหน้าก็จะมี blogger ของ Google อยู่แล้วแต่การมี Google Plus ขึ้นอีก Community หนึ่งนับว่าเป็นก้าวสำคัญของ Google ทีเดียว เมื่อมีการแชร์แล้วก็อยากมีการสนทนากันต่อจึงตามด้วย Google Hangout ทันที เมื่อถึงยุคนี้ จะทำให้เห็นว่า Google ครอบคลุม ไปเกือบทุกบริการที่คนต้องการเลย

4) การพัฒนาถี่และรวดเร็ว
เมื่อมีการคิดถึงบริการที่ครอบคลุมทั่วไปแล้ว Google ก็ยังรู้ดีว่าโลกนี้พัฒนาไปเร็วมาก จึงจะต้องไม่หยุดนิ่งทำให้การพัฒนารุ่นเร็วและถี่ ไม่ว่าจะเป็น Android 2.2,Android 2.4,Android 3.0 และล่าสุด Android 4.4 ล้วนแล้วแต่ระยะเวลาในการพัฒนาที่เร็วทั้งสิ้น เพื่อให้ก้าวหน้าเร็วกว่าคู่แข่งอย่างไม่หยุดยั้งนั่นเอง
การพัฒนาหลากหลายรุ่นและถี่ทำให้เกิดปัญหา Flagmention หรือความแตกต่างของรุ่นขึ้นกับมือถือ Android มากมาย แต่ปัญหานี้กลับไม่ใช่ปัญหาใหญ่เมื่อเจอกับราคาของ Android ที่ไม่สูงมาก ทำให้การเปลียนใช้มือถือแต่ละรุ่นไม่ใช่อุปสรรคเลย

5) Google Map & Translate ไม้ตายสำหรับอนาคต
วิสัยทัศน์ ยังไม่หยุดเพียงเท่านี้สำหรับอินเตอร์เน็ตเข้าถึงทุกคน Map & Translate คือหนึ่งในอนาคตที่น่กลัวหนึ่งของ Google เพราะอะไร? อนาคตอินเตอร์เน็ตจะเข้าถึงรถและบ้านได้ ซึ่งการสั่งงานด้วยเสียงคือคีย์สำคัญในการใช้งานพวกนี้ การแปลงภาษาให้ใช้ได้ทุกภาษาทั่วโลกจากคำสั่งเสียง การมีแผนที่ๆ แม่นยำ จะทำให้เรียกความน่าเชื่อถือ และยังอาจจะเป็นต้นกำเนิดหลักของรถยนต์ไร้คนขับที่ดีอีกด้วย
Map แม้ปัจจุบันจะยังไม่ครอบคลุมทั่วโลกและยังไม่เชื่อมต่อกับ คำสั่งเสียงในการค้นหา แต่ต่อไปมันจะรวมกันบนรถยนต์ การทำเช่นนี้จะทำให้ Google เป็นผู้ให้บริการหลักของ ผู้ผลิตรถยนต์ทุกเจ้า เนื่องจากความพร้อมของเทคโนโลยีที่เตรียมพิชิตตั้งแต่ในมุ้ง

6) CSR Free Highspeed Internet
Google ไม่ใช่แต่บริษัทมุ่งค้ากำไรอย่างเดียว แต่ยังมีบริการ CSR เพื่อตอบสนอง คืนสู่ชุมชนด้วยนั่นคือการให้บริการอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง (Fiber optic)  บนห้องสมุดฟรี(ตอนนี้เริ่มต้นที่ Kansas City ) ดูเพิ่มเติมได้ที่นี่

เมื่อพิจารณาแล้วจะเห็นว่าวิสัยทัศน์ของ CEO Google Larry Page นั่นไม่ธรรมดาเลยทีเดียว ทั้งก้าวไกลและครอบคลุม เรียกได้ว่า ทั้งคุกคามและรุกไปพร้อมๆกัน การที่มีพันธมิตรจำนวนมากทำให้เป็นการคุกคาม คู่แข่งไปในตัวทำให้ตัวเองมีเวลาในการพัฒนา Product ตัวเองอย่างถึงขีดสุด ไม่ต้องทุ่มงบประมาณมากมายในการทวงสิทธิบัตรเพื่อคุกคามอย่าง Apple ขณะเดียวกันยังมีการเตรียมการให้ครอบคลุมทั่วทุกอย่าง ในยุค 3G อินเตอร์เน็ตความเร็วสูงอีก เรียกว่า ก้าวไกลมากเลยทีเดียว ฉะนั้นไม่ธรรมดาแน่นอน อนาคตเราอาจจะได้เห็น Google เป็นเจ้าโลกไปอีกนานหลายสิบปีและไม่แน่นวัตกรรมที่คาดไม่ถึง เช่น หุ่่น Drone ที่ตอนนี้อาจจะย้งไม่เป็นรูปร่าง อนาคตหากมันเป็นรูปร่างจริง อาจจะได้เห็นหุ่นยน Drone ขนส่งคนแทน รถยนต์ก็เป็นได้เนื่องจาก Drone มีข้อดีตรงที่ สามารถลอยบนอากาศได้ทำให้แก้ปัญหาทางด้าน ที่จอดลงไป พร้อมกับความฉลาดที่ สามารถกลับเข้าสู่ลานจอดได้เองและเรียกมารับได้ เราอาจจะเห็นผู้ที่ทำเช่นนี้ คือ Google ก็เป็นได้

นายไอที

วันอังคารที่ 29 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

หมากตาเดียวพลาดทั้งกระดาน เป็นยังไง มีตัวอย่างครับ

หมากตาเดียวแพทั้งกระดาน การเดินหมากถือเป้นเรื่องของกลยุทธ์มาโดยตลอดตัั้งแต่โบราณ จนปัจจุบันสนามรบได้เปลี่ยนไปมาก จากเดิมรบด้วยกำลังเป็นการรบด้วยสนามธุรกิจไม่ว่าจะเป็นธุรกิจอะไรก็ต้องมีกลยุทธ์ทั้งสิ้น ทัพไหนหรือบริษัทไหนที่เดินเกมพลาดย่อมแพ้พ่ายทั้งสิ้น คราวนี้ผมไปเจอตัวอย่างการแพ้พ่ายทางธุรกิจที่สำคัญของ "ยักษ์" ตัวนึงในวงการที่เคยชื่อว่าเป็นยักษ์ใหญ่มากเลยทีนั่นคือ Nokia นั่นเอง ยักษ์ตัวนี้เคยเป็นราชาแห่งมือถือได้เลย ช่วงตั้งแต่ปี 1980-2008 แทบจะเรียกได้ว่านั่นคือราชาอย่างแท้จริง แต่แล้วมันเพราะอะไร? ทำไมอยู่ๆยักษ์ตัวนี้ถึงล้มไม่เป็นท่าด้วยระยะเวลาเพียงไม่กี่ปี ตั้งแต่ปี 2008-2014 มันเกิดอะไรขึ้นกับ Nokia กัน แล้วมันเพราะอะไร? เชิญทุกท่านได้ติดตามไปยังบทวิเคราะห์ การเดินหมากที่ผิดพลาดทำให้แพ้ได้ที่นี่ Click

Credit : Blognone.com

วันจันทร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 3

หลังจากเรา วิเคราะห์จุดอ่อน จุดแข็ง โอกาสและอุปสรรคของ Apple กันแล้ว ทีนี้เรามาดูกันว่า สินค้าของ Apple มีการวาง Position ไว้ที่จุดไหน โดย Position นั้น ใครว่าไม่สำคัญ? มันสำคัญมากเพราะจะได้กำหนดได้ว่า การตลาดที่เราต้องการนั้นสอดคล้องกับจุดประสงค์หรือไม่
ผมขอโฟกัสเฉพาะในประเทศไทยนะครับ(ประเทศอื่นไม่เห็นจริงๆ)

  • Age - ตามจริงจุดประสงค์ของ Apple เลยวาง Position นิ่งไว้ กับคนอายุตั้งแต่ป.ตรี - วัยทำงานทั่วไป โดยที่วางเช่นนี้เพราะ จุดประสงค์แรกเริ่มเลยคือการนำของที่ดีให้กับคน โดยของดีนั้นมีต้นทุนสูงอยู่แล้ว ข้อนี้ Apple ตระหนักดีทีเดียวว่า มันจำเป็นมาก ที่ต้องวางให้คนมีอายุที่มีรายได้ พอจะซื้อสินค้าตนได้
  • เพศ - ไม่จำกัด ทั้งหญิงและชาย นอกจากนี้ Apple ยังรวมคนพิการด้วย
  • ฐานะ - เน้นคนที่มีฐานะปานกลาง จนถึงร่ำรวย
  • ที่ตั้ง - ใจกลางเมือง หรือตามย่านศูนย์การค้าที่คนมีฐานะเดินพลุกพล่าน สังเกตให้ดี iStudio จะมีเฉพาะสาขาที่อยู่ในห้างสรรพสินค้าเท่านั้น และ Apple Store ยังเปิดเฉพาะประเทศที่ฐานะเศรษฐกิจดีอีกด้วย เช่น จีน,อเมริกาและยุโรป 
  • การค้า - เน้นการค้าจาก B2C เป็นหลัก โดยผ่านเอเย่นอย่าง iStudio และลงสู่ ลูกค้าโดยตรง
นี่เป็น Position ที่วิเคราะห์ให้เห็นถึงการวางตำแหน่งในการตลาดนะครับ 
 Past ต่อไปผมจะไปสู่ Google - Samsung แล้วครับ



วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 2

ตอน 2 นี้ยังอยู่ที่ Apple นะครับ คราวนี้ผมจะเจาะลึกเกี่ยวกับ SWOT ซึ่งเป็นพื้นฐานของธุรกิจ ของบริษัทบ้างนะครับ
SWOT คือ การวิเคราะห์สภาพการณ์ทั้งภายนอกและภายใน โดยแบ่งเป็น จุดแข็ง จุดอ่อน โอาส แลอุปสรรค
เริ่มด้วย

Strength - จุดแข็ง

  1. กำลังเงิน แอปเปิ้ลตอนนี้นับเป็นบริษัท IT ที่มีจุดแข็งทางด้านการเงินสูงมาก แอปเปิ้ลเป็นบริษัที่มีเงินสดในมือสูงมากตั้งแต่ยุคของสตีฟจ๊อป เคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นสูงที่สุดในตลาด IT ของสหรัฐมาแล้ว แม้ปัจจุบันจะตกลงมาบ้างแต่ก็ถือว่า สูงอันดับต้นๆ เป็นรองเพียง Google เท่านั้น
  2. กำลังคน เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นบริษัทใหญ่ ทำให้มีบุคลากรจำนวนมาก กำลังคนที่แอปเปิ้ลคัดเลือกล้วนแล้วแต่หัวกะทิทั้งสิ้น ด้านกำลังคนก็เป็นอีกจุดแข็งหนึ่งของ Apple
  3. ดีไซน์ ต้องยอมรับว่าสินค้าของ Apple แต่ละชนิด ล้วนมีจุดดึงดูดทางด้านรูปแบบการดีไซน์ที่ดูหรูหรากว่าของเจ้าอื่น และด้วยความที่เป็นดีไซน์หรูหราน่าใช้นี่เอง ที่ Apple ใช้ในการโฆษณาตัวเองมาตลอด และยังผลักดันให้ตัวเองสู่แบรนพรีเมี่ยมอีกด้วย
  4. ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่งมาจากการสะสมสร้างประสบการณ์มาหลายสิปปีของ Apple โดยมีฐานผู้ใช้งานมากมาย ทำให้ มีนักพัฒนารองรับจำนวนมาก เมื่อคิดจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งใหม่ๆ ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่งนี่เองที่ผลักดันให้ Apple กล้าที่จะออกสิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ
  5. ระบบปิด MAC OS และ iOS ระบบปิดถือเป็นจุดแข็งที่สุดของ Apple เพราะไม่เพียงแต่ Control Ecosystem ภายนอกได้เท่านั้น ยังสามารถควบคุมภายในได้ เช่น Application และการเชื่อมต่อไหลลื่นระหว่าง Device ด้วยกัน จุดนี้เองที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้เช่นเดียวกับ Apple เลย
  6. บริษัทแห่งนวัตกรรม แอปเปิ้ลมีจุดแข็งที่หลายคนชอบนั่นคือการที่หลายคนรอคอยการเปิดตัวในอุปกรณ์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆล้ำโลกของ Apple และ Apple ก็สามารถตอบสนองได้อย่างดีโดยตลอด
Weak - จุดอ่อน
  1. ระบบ ปิด แม้จะระบบปิดจะถึงจุดแข็งที่ดี แต่มันก็มีจุดอ่อนด้วย ระบบปิดมันจะมีประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งแต่เมื่อมันโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นอุปสรรคด้วยเพราะ แต่เดิม อุปกรณ์ Apple มีจำนวนไม่มาก ด้วยจำนวนไม่มากชนิดทำให้ ระบบปิดมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเกิดอุปกรณ์มันมากตัวเข้า ถ้าไม่มีการทิ้งอุปกรณ์ออกไปจะกลายเป็นภาระซะเองเนื่องจาก ต้องมีค่าบำรุงรักษาจำนวนมาก เพื่อให้เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆที่ล้าสมัย ขณะเดียวกันสิ่งใหม่ๆก็ออกมาได้ช้ามาก 
  2. จำนวนแรงงานเยอะเกินไป ข้อนี้จะกลายเป็นปัญหาภายใน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเติบโตขององค์กรที่ใหญ่โตขึ้นการทำงานจะกระจายมากขึ้น ระบบเก่าจะใช้ระบบ CEO เป็นหัวโดยตลอดแต่คราวนี้จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวขึ้นเพราะบริษัทใหญ่โต CEO ไม่สามารถรวมได้หมดต้องกระจายออก ผลที่ตามมาจะทำให้การออกผลิตภัณฑ์มีความล่าช้าลงไปด้วย แต่ข้อนี้อาจจะยังไม่เกิด เพราะอยู่ในช่วงเติบโตของบริษัท
  3. พันธิมิตรทางด้านการค้าต่างๆ น้อย ส่วนใหญ่จะกลืนเค้ามาแทนมากกกว่า การทำเช่นนี้ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นไปอีก
Opportunity - โอกาส
  1.  Ecosystem ที่แข็งแกร่งสามารถสร้างโอกาสได้เสมอ โดยการตลาดยิ่งหมุนไปเรื่อยๆ และตอนนี้คนเเริ่มหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต Smart Home,Smart Car คือโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาหา Apple ด้วยกำลังเงินที่สูงและกำลังคนที่มาก และความน่าเชื่่อถือของแบรน Apple จึงเป้นบริษัทที่จะกลับมาเป็นเจ้าอีกครั้งหนึง
  2. เทคโนโลยีการชำระเงินมีความก้าวหน้ามากขึ้น Apple การชำระเงินง่ายขึ้น มีระบบผ่อนชำระ ทำให้การใช้สินค้าของ Apple ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอีกต่อไป
  3. คนไทยชอบใช้ Apple มาเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะผู้ใช้ระดับกลาง
  4. ดีไซน์ที่ล้ำยุคที่แฝงในสินค้าทุกประเภท พร้อมกับ กลยุทธ์ที่เน้นโดยตลอดนั่นคือการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้กับสินค้า ทำให้ Apple ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับทุกๆคนเสมอ
Threat
  1. ราคาสูงทำให้ ไม่สามาถเข้าถึงผู้ "ส่วนมาก" ในโลก
  2. ระบบปิด ทำให้นักพัฒนาบางคนต้องส่ายหัว
  3. ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้น ใช้ของ Apple ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหรือ Ecosystem ยังสูงมากและของผิดลิขสิทธิ์ก็น้อย จึงต้องคิดถึงหลักในการพัฒนาใช้ของ Apple ให้ดีทีเดียว
  4. การใช้งานบางอย่างยังคงตามหลักคู่แข่ง เช่น การใช้งานคำสั่งเสียง,การใช้งาน NFC,การใช้งาน ฟีเจอร์ 3D ,กล้อง ,การสั่งออกปริ๊นเตอร์ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เท่าที่ผมเห็นนะคัรบว่า Apple มีจุดอ่อนจุดแข็งยังไงแต่ จุดแข็งเรามีประสิทธิภาพสูงกว่าจุดอ่อนมาก ซึ่งตอนนี้จุดอ่อนยังคงไม่เห็นผลแต่ทว่าต่อไปนานๆ ถ้าการตลาดยังไม่ดีขึ้น แอปเปิ้ลคงจะะเจอปัญหาแน่นอน