คำว่า Blue Ocean เป็นศัพท์ที่ไม่ใหม่เท่าไรและใครหลายคนคงเคยได้ยินกันมาบ้าง ผมจะมาอธิบายคำว่า Blue Ocean ในความรู้ของผมนะครับ
Blue Ocean ทะเลสีน้ำเงิน ในความหมายทางการตลาดมันคือการบุกเบิกหาสิ่งใหม่ๆตลาดใหม่ๆเพื่อลดการแข่งขันที่ดุเดือนใน Red Ocean หรือทะเลแดง ทำไมถึงเกิด Blue Ocean เพราะว่า Blue Ocean คือ "ทางออก" นั่นเอง Red Ocean คือทะเลแดง หมายถึงตลาดที่มีการแข่งขันสูง ทำให้เกิดการแข่งขันด้านราคาเกิดขึ้น(War Price) ผลก็คือทำให้กำไรที่เคยทำได้ดีในตลาดลดลงและต้องพยายามสร้างการแข่งขันให้ดีกว่าคู่แข่งทำให้ต้นทุนสูงขึ้น ขณะที่กำไรเริ่มสวนทางลง ซึ่งการเกิด Red Ocean นี้จะเกิดกับตลาดที่ใกล้อิ่มตัวจนถึง อิ่มตัวสุงสุดแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ตลาดมือถือ Feature Phone ในอดีตที่การแข่งขันสูงมากๆ จนกลายเป็นราคาต่ำสุดอยู่ที่ เครื่องล่ะไมม่เกิน 900 บาท ส่งผลให้ผู้เล่นรายใหญ่ๆ ทยอยล้อมหายตายจากลงไปบ้าง และก็เกิด Blue Ocean ขึ้นก็คือ Smart Phone นั่นเอง
การทำ Blue Ocean ไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะปัจจัยบางอย่าง นั่นคือ นวัตกรรม หรือแนวคิดใหม่ ที่จะทำให้เกิด Blue Ocean ขึ้น Blue Ocean เมื่อเกิดแล้วหากมีการเติบโตไปเรื่อยๆก็จะกลายเป็น Red Ocean ในที่สุด
ปัจจุบัน แม้ตลาด SmartPhone และ Tablet ยังไม่เกิดเป็น Red Ocean แต่ว่าสภาพก็ใกล้เคียงแล้วเพราะคู่แข่งเริ่มเยอะ และตลาดก็ใกล้จุดอิ่มตัวเต็มที ฉะนั้นเมื่อไรที่เกิด Blue Ocean เมื่อนั้นก็จะทำให้เกิดสิ่งใหม่ๆขึ้นอีกนั่นเอง
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ การตลาด แสดงบทความทั้งหมด
วันพุธที่ 27 สิงหาคม พ.ศ. 2557
วันพุธที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2557
CSR(Corporate Responsibility) ใครว่าไม่สำคัญ?
Corporate Responsibility คือ หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคมและ
สิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี
โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Credit : http://www.csrcom.com//)
ความรับผิดชอบตรงนี้เอง ก็เหมือนก้ำกึ่งระหว่างโฆษณาทางการตลาดอย่างหนึ่งกับการทำเผื่อสังคมอย่างแท้จริง การทำกิจกรรม CSR หลายๆบริษัทก็ทำเพื่อตอบแทนสังคม แต่ว่าอาจจะไม่ได้รับการจับตามองจากสื่อเท่าที่ควรนัก เช่น การทำส่งเสริมกีฬาของเบียร์สิงค์ เป็นต้น
การทำกิจกรรม CSR นั้น จำเป็นจะต้องวางแผนมาก่อนไม่ใช่แค่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวแต่จำเป็นจะต้องมีการวางแผน เพื่อรับกับกระแสตอบรับที่เกิดขึ้นด้วย หนึ่งในกระแสตอนนี้ที่เป็น CSR นั่นก็คือ #IceBacketChallenge ที่เป็นกระแสสังคมโดยการราดน้ำเย็นใส่ตัวเองและท้าคนต่อมา โดยผู้ไม่รับก็ทำการบริจาคเพื่อช่วยเหลือในการรักษาโรค ALS ตอนนี้เป้นกระแสโด่งดังในหมู่ดาราและเซเลบมากมาย
ทีนี้มาถามทำไมต้องทำ CSR?
1) เพื่อให้เกิดการตอบแทนต่อสังคม การรับผิดชอบและตอบแทนต่อสังคมคือ Concept ของ CSR อยู่แล้วแต่สาเหตุที่ต้องตอบแทนสังคมเป็นเพราะว่า สังคมนั้นเมื่อมีการใช้ และต้องมีการคืนเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน บริษัทต่างๆ มีการใช้ทรัพยากรของสังคมไปมากมายแต่ไม่มีการตอบแทนคืนต่อสังคม เมื่อใช้นานๆเข้าก็หมดในที่สุดและทำให้บริษัทเองก็ล้มไปด้วย ฉะนั้นการตอบแทนสังคมเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนจึงจำเป็นอย่างมาก
2) เพื่อความมั่นคงของบริษัท CSR ภายนอกคือการทำนโยบายเพื่อตอบแทนสังคม แน่นอนว่าปัจจุบันมีสือ่เข้ามาช่วยโปรโมทมากมาย ทำให้สังคมเกิดเป็น Viral ออกไป ย่อมตามมาซึ่งหน้าตาและชื่อเสียงของบริษัท ฉะนั้นจึงเป็นการทำให้เกิด Aware ของบริษัทได้เลยทีเดียว
สองสาเหตุนี้คือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิด CSR ในปัจจุบัน ผมเองก็รณรงค์ให้เกิด CSR เช่นกัน แต่ CSR นั้นไม่จำเป็นจะต้องออกสื่อเท่านั้น แต่ยังทำโดยไม่ออกสื่อได้หลายทางเช่น การดูแลพนักงานให้เกิดธรรมภิบาล การเอาใส่ใจ หรือ โรงงานที่ทำการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น
สิ่งแวดล้อมขององค์กร ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการจัดการที่ดี
โดยรับผิดชอบสังคมและสิ่งเเวดล้อมทั้งในระดับไกลและใกล้ อันนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน (Credit : http://www.csrcom.com//)
ความรับผิดชอบตรงนี้เอง ก็เหมือนก้ำกึ่งระหว่างโฆษณาทางการตลาดอย่างหนึ่งกับการทำเผื่อสังคมอย่างแท้จริง การทำกิจกรรม CSR หลายๆบริษัทก็ทำเพื่อตอบแทนสังคม แต่ว่าอาจจะไม่ได้รับการจับตามองจากสื่อเท่าที่ควรนัก เช่น การทำส่งเสริมกีฬาของเบียร์สิงค์ เป็นต้น
การทำกิจกรรม CSR นั้น จำเป็นจะต้องวางแผนมาก่อนไม่ใช่แค่ทำเพื่อสังคมอย่างเดียวแต่จำเป็นจะต้องมีการวางแผน เพื่อรับกับกระแสตอบรับที่เกิดขึ้นด้วย หนึ่งในกระแสตอนนี้ที่เป็น CSR นั่นก็คือ #IceBacketChallenge ที่เป็นกระแสสังคมโดยการราดน้ำเย็นใส่ตัวเองและท้าคนต่อมา โดยผู้ไม่รับก็ทำการบริจาคเพื่อช่วยเหลือในการรักษาโรค ALS ตอนนี้เป้นกระแสโด่งดังในหมู่ดาราและเซเลบมากมาย
ทีนี้มาถามทำไมต้องทำ CSR?
1) เพื่อให้เกิดการตอบแทนต่อสังคม การรับผิดชอบและตอบแทนต่อสังคมคือ Concept ของ CSR อยู่แล้วแต่สาเหตุที่ต้องตอบแทนสังคมเป็นเพราะว่า สังคมนั้นเมื่อมีการใช้ และต้องมีการคืนเพื่อให้เกิดการหมุนเวียน บริษัทต่างๆ มีการใช้ทรัพยากรของสังคมไปมากมายแต่ไม่มีการตอบแทนคืนต่อสังคม เมื่อใช้นานๆเข้าก็หมดในที่สุดและทำให้บริษัทเองก็ล้มไปด้วย ฉะนั้นการตอบแทนสังคมเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนจึงจำเป็นอย่างมาก
2) เพื่อความมั่นคงของบริษัท CSR ภายนอกคือการทำนโยบายเพื่อตอบแทนสังคม แน่นอนว่าปัจจุบันมีสือ่เข้ามาช่วยโปรโมทมากมาย ทำให้สังคมเกิดเป็น Viral ออกไป ย่อมตามมาซึ่งหน้าตาและชื่อเสียงของบริษัท ฉะนั้นจึงเป็นการทำให้เกิด Aware ของบริษัทได้เลยทีเดียว
สองสาเหตุนี้คือสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิด CSR ในปัจจุบัน ผมเองก็รณรงค์ให้เกิด CSR เช่นกัน แต่ CSR นั้นไม่จำเป็นจะต้องออกสื่อเท่านั้น แต่ยังทำโดยไม่ออกสื่อได้หลายทางเช่น การดูแลพนักงานให้เกิดธรรมภิบาล การเอาใส่ใจ หรือ โรงงานที่ทำการบำบัดน้ำเสียก่อนปล่อยลงสู่แม่น้ำลำคลอง เป็นต้น
วันศุกร์ที่ 15 สิงหาคม พ.ศ. 2557
สถิติการใช้ SmartPhone ของคนไทย
คนไทยกับสมาร์ทโฟนดูเหมือนจะเป็นของคู่กันซะแล้วเมื่อมีการสำรวจออกมาว่าคนไทยติดมือถือมากที่สุดในโลก กับล่าสุดก็มีการทำสถิติออกมาเป็น Infographic ให้เห็นอีกว่าคนไทยซื้อของมือถือเป็นจำนวนเงินมากถึง 4000 บาทต่อครั้งเลยทีเดียว นับเป็นตัวเลขที่น่าคิดสำหรับการทำตลาดออนไลน์มากเลย
Credit :Positioningmag.com
Credit :Positioningmag.com
วันอังคารที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2557
Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 5
Samsung บริษัทยักษ์ ทางด้าน Electronic ในนามของบริษัท Samsung Electronics จำกัด บริษัทซัมซุงมีต้นกำเนิดจากประเทศเกาหลีใต้โดยครั้งแรกไม่ได้เน้นทางด้าน Electronic เท่าไร แต่ต่อมาได้มีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น บริษัทจึงได้มีแบ่งส่วนออกมา และต่อมา Samsung Electronic จึงเกิดขึ้น ปัจจุบัน Samsung ไม่ได้จำกัดแค่ส่วนของอุปกรณ์ IT เท่านั้น แต่ยังรวมถึงเครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็นตู้เย็น เครื่องซักผ้า เป็นต้น
Samsung เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของ Android ซึ่งกินตลาด Android มากที่สุดในโลก ทั้งนี้เริ่มต้นนั้นซัมซุงได้ผลิตมือถือเพื่อแข่งขันกับ Nokia โดยทั่วไป แต่ต่อมาเมื่อ Android เกิดขึ้น ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล จึงได้รีบเข้ามาใน Android ทันที โดยเริ่มต้นมีบริษัทคู่แข่งมากมายทั้ง HTC, Sony, Motorolla ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น แต่ Samsung ก็สามารถพิสูจน์ถึงหนทาง แห่งผู้นำและสามารถพลิกมาเป็นผู้นำในที่สุด
กลยุทธ์ที่ซัมซุงใช้ในการแข่งขันของตลาด SmartDevice นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนั่นคือกลยุทธ์ เดียวกับของ Nokia ในอดีตนั่นเอง แต่ทว่าซัมซุงมีการเพิ่มเติมเข้าไปอีกเล็กน้อย
1) กลยุทธ์ตามสถานการณ์
ซังซุงเป็นบริษัทที่ปรับตัวเร็วมาก กลยุทธ์อย่างแรกของซัมซุงคือการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ให้ทัน ดังนั้นตอนออกมาช่วง SmartPhone ช่วงแรกที่ Apple ยังคงเป็นราชาอยู่นั้น Samsung ก็เป็นแค่ผู้ตามที่ดี โดยพยายามศึกษาและดูข้อมูลของ Apple อยู่ตลอด และพยายามออกผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับที่ตลาดขายได้ออกมา ซึ่งนั่นคือ Samsung Galaxy S1 นั่นเอง
2) กลยุทธ์ขยายตลาด
เมื่อซัมซุงได้ตามสถานการณ์ทันแล้ว สิ่งที่ซัมซุงทำต่อนั่นคือ การใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองที่มี โดยซัมซุงเป็นOEM ที่ผลิตชิ้นส่วนของอุปกรณ์ SmartPhone ให้กับเจ้าต่างๆอยู่แล้ว จึงดึงข้อได้เปรียบของตัวเองมาและใส่ตัวเองเข้าไป ทำการขยายตลาดขึ้นเมื่อออก S1 ออกมาก็ทำการออก S2 ออกมาเพื่อลองตลาดผู้บริโภคให้มากขึ้น เมื่อลองตลาดแล้ว ยังไม่หยุด จึงมีการออก Android เวอร์ชั่น ที่ราคาโดนใจผู้บริโภคออกมาด้วย โดยเป็น Android ราคาต่ำนั่นเอง การออกพวกนี้ออกมาทำให้ Samsung ได้จับตลาดถูกว่า มือถือต้นทุนต่ำสามารถขายได้ดีกว่า มือถือราคาแพง แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีส่วนหนึ่งทีต้องการมือถือราคาแพงเช่นกัน Samsung จึงทำการแบ่งตลาดและซอยรุ่นต่างๆ ออกมาให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ตั้งแต่มือถือราคา 2000-3000 บาท จนถึง High-End เครื่องล่ะ 20000 Up ซึ่งการทำเช่นนนี้ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคมีโอกาสมากขึ้น แม้จะมีบางรุ่นที่ขายไม่ดี แต่แบรนก็ติดตลาดเรียบร้อยแล้ว
3) กลยุทธ์ผู้นำนวัตกรรม
ก้าวต่อมาหลังจากขยายตลาด ทำให้สินค้าของตัวเองติดแบรนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปแล้ว จึงเริ่มก้าวต่อมาในการเป็นผู้นำนวัตกรรม ตัวอย่างคือ SS Galaxy Note เป็น Phablet ตัวแรกในวงการออกมา แม้ตอนแรกจะดูเหมือนแป๊กก็ตามที แต่นับเป็นก้าวแรกของนวัตกรรมใหม่ จากนั้นยังมี การรวมสองนวัตกรรมนั่นคือกล้องถ่ายรูป Compact กับ มือถือเข้ามานั่นคือ SS Galaxy Zoom ที่สามารถ่ายรูปได้ชัดเจนมากขึ้น นับเป็นการก้าวแห่งนวัตกรรมมากเลยทีเดียว
4) กลยุทธ์กินส่วนแบ่งตัวเอง
กลยุทธ์นี้ผู้คิดคือ Apple แต่ว่า Samsung เองก็ประสบความสำเร็จด้วย การกินส่วนแบ่งตัวเองคืออะไร มันคือการออก Product ใหม่ให้ทับกับตลาดตัวเองโดยให้กินส่วนแบ่งที่ตัวเองมีอยู่เดิม ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ส่วนแบ่งไม่ไปไหน ไม่พอ การออก Product ที่ถี่ขึ้น ยังทำให้เป็นการสร้าง Awareness อย่างดีเลยทีเดียว
5) กลยุทธ์ขยายธุรกิจ
ไม่หยุดแค่ มือถือ นั่นแหละคือ ซัมซุง ซัมซุงพยายามขยายออกไปหลายธุรกิจให้มากขึ้นตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์จนถึง ประกันชีวิตเลยทีเดียว การทำเช่นนี้เป็นการประกันความมั่นคงของบริษัทได้อย่างดี โดยข้อนี้ได้ตัวอย่างจาก Nokia ที่เน้นธุรกิจด้านเดียวจนทำให้บริษัท ล้มเหลวในที่สุด
นายไอที
Samsung เป็นผู้ผลิตรายใหญ่ของ Android ซึ่งกินตลาด Android มากที่สุดในโลก ทั้งนี้เริ่มต้นนั้นซัมซุงได้ผลิตมือถือเพื่อแข่งขันกับ Nokia โดยทั่วไป แต่ต่อมาเมื่อ Android เกิดขึ้น ผู้บริหารมีวิสัยทัศน์ก้าวไกล จึงได้รีบเข้ามาใน Android ทันที โดยเริ่มต้นมีบริษัทคู่แข่งมากมายทั้ง HTC, Sony, Motorolla ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นยักษ์ใหญ่ทั้งสิ้น แต่ Samsung ก็สามารถพิสูจน์ถึงหนทาง แห่งผู้นำและสามารถพลิกมาเป็นผู้นำในที่สุด
กลยุทธ์ที่ซัมซุงใช้ในการแข่งขันของตลาด SmartDevice นั้นไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลยนั่นคือกลยุทธ์ เดียวกับของ Nokia ในอดีตนั่นเอง แต่ทว่าซัมซุงมีการเพิ่มเติมเข้าไปอีกเล็กน้อย
1) กลยุทธ์ตามสถานการณ์
ซังซุงเป็นบริษัทที่ปรับตัวเร็วมาก กลยุทธ์อย่างแรกของซัมซุงคือการเปลี่ยนแปลงตามสถานการณ์ให้ทัน ดังนั้นตอนออกมาช่วง SmartPhone ช่วงแรกที่ Apple ยังคงเป็นราชาอยู่นั้น Samsung ก็เป็นแค่ผู้ตามที่ดี โดยพยายามศึกษาและดูข้อมูลของ Apple อยู่ตลอด และพยายามออกผลิตภัณฑ์ที่มีรูปร่างใกล้เคียงกับที่ตลาดขายได้ออกมา ซึ่งนั่นคือ Samsung Galaxy S1 นั่นเอง
2) กลยุทธ์ขยายตลาด
เมื่อซัมซุงได้ตามสถานการณ์ทันแล้ว สิ่งที่ซัมซุงทำต่อนั่นคือ การใช้ข้อได้เปรียบของตัวเองที่มี โดยซัมซุงเป็นOEM ที่ผลิตชิ้นส่วนของอุปกรณ์ SmartPhone ให้กับเจ้าต่างๆอยู่แล้ว จึงดึงข้อได้เปรียบของตัวเองมาและใส่ตัวเองเข้าไป ทำการขยายตลาดขึ้นเมื่อออก S1 ออกมาก็ทำการออก S2 ออกมาเพื่อลองตลาดผู้บริโภคให้มากขึ้น เมื่อลองตลาดแล้ว ยังไม่หยุด จึงมีการออก Android เวอร์ชั่น ที่ราคาโดนใจผู้บริโภคออกมาด้วย โดยเป็น Android ราคาต่ำนั่นเอง การออกพวกนี้ออกมาทำให้ Samsung ได้จับตลาดถูกว่า มือถือต้นทุนต่ำสามารถขายได้ดีกว่า มือถือราคาแพง แต่ขณะเดียวกันผู้บริโภคก็มีส่วนหนึ่งทีต้องการมือถือราคาแพงเช่นกัน Samsung จึงทำการแบ่งตลาดและซอยรุ่นต่างๆ ออกมาให้เข้าถึงผู้บริโภคให้มากขึ้น ตั้งแต่มือถือราคา 2000-3000 บาท จนถึง High-End เครื่องล่ะ 20000 Up ซึ่งการทำเช่นนนี้ทำให้การเข้าถึงผู้บริโภคมีโอกาสมากขึ้น แม้จะมีบางรุ่นที่ขายไม่ดี แต่แบรนก็ติดตลาดเรียบร้อยแล้ว
3) กลยุทธ์ผู้นำนวัตกรรม
ก้าวต่อมาหลังจากขยายตลาด ทำให้สินค้าของตัวเองติดแบรนสำหรับผู้บริโภคทั่วไปแล้ว จึงเริ่มก้าวต่อมาในการเป็นผู้นำนวัตกรรม ตัวอย่างคือ SS Galaxy Note เป็น Phablet ตัวแรกในวงการออกมา แม้ตอนแรกจะดูเหมือนแป๊กก็ตามที แต่นับเป็นก้าวแรกของนวัตกรรมใหม่ จากนั้นยังมี การรวมสองนวัตกรรมนั่นคือกล้องถ่ายรูป Compact กับ มือถือเข้ามานั่นคือ SS Galaxy Zoom ที่สามารถ่ายรูปได้ชัดเจนมากขึ้น นับเป็นการก้าวแห่งนวัตกรรมมากเลยทีเดียว
4) กลยุทธ์กินส่วนแบ่งตัวเอง
กลยุทธ์นี้ผู้คิดคือ Apple แต่ว่า Samsung เองก็ประสบความสำเร็จด้วย การกินส่วนแบ่งตัวเองคืออะไร มันคือการออก Product ใหม่ให้ทับกับตลาดตัวเองโดยให้กินส่วนแบ่งที่ตัวเองมีอยู่เดิม ซึ่งการทำเช่นนี้ทำให้ส่วนแบ่งไม่ไปไหน ไม่พอ การออก Product ที่ถี่ขึ้น ยังทำให้เป็นการสร้าง Awareness อย่างดีเลยทีเดียว
5) กลยุทธ์ขยายธุรกิจ
ไม่หยุดแค่ มือถือ นั่นแหละคือ ซัมซุง ซัมซุงพยายามขยายออกไปหลายธุรกิจให้มากขึ้นตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์จนถึง ประกันชีวิตเลยทีเดียว การทำเช่นนี้เป็นการประกันความมั่นคงของบริษัทได้อย่างดี โดยข้อนี้ได้ตัวอย่างจาก Nokia ที่เน้นธุรกิจด้านเดียวจนทำให้บริษัท ล้มเหลวในที่สุด
นายไอที
วันศุกร์ที่ 25 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 2
ตอน 2 นี้ยังอยู่ที่ Apple นะครับ คราวนี้ผมจะเจาะลึกเกี่ยวกับ SWOT ซึ่งเป็นพื้นฐานของธุรกิจ ของบริษัทบ้างนะครับ
SWOT คือ การวิเคราะห์สภาพการณ์ทั้งภายนอกและภายใน โดยแบ่งเป็น จุดแข็ง จุดอ่อน โอาส แลอุปสรรค
เริ่มด้วย
Strength - จุดแข็ง
SWOT คือ การวิเคราะห์สภาพการณ์ทั้งภายนอกและภายใน โดยแบ่งเป็น จุดแข็ง จุดอ่อน โอาส แลอุปสรรค
เริ่มด้วย
Strength - จุดแข็ง
- กำลังเงิน แอปเปิ้ลตอนนี้นับเป็นบริษัท IT ที่มีจุดแข็งทางด้านการเงินสูงมาก แอปเปิ้ลเป็นบริษัที่มีเงินสดในมือสูงมากตั้งแต่ยุคของสตีฟจ๊อป เคยเป็นบริษัทที่มีมูลค่าหุ้นสูงที่สุดในตลาด IT ของสหรัฐมาแล้ว แม้ปัจจุบันจะตกลงมาบ้างแต่ก็ถือว่า สูงอันดับต้นๆ เป็นรองเพียง Google เท่านั้น
- กำลังคน เนื่องจากแอปเปิ้ลเป็นบริษัทใหญ่ ทำให้มีบุคลากรจำนวนมาก กำลังคนที่แอปเปิ้ลคัดเลือกล้วนแล้วแต่หัวกะทิทั้งสิ้น ด้านกำลังคนก็เป็นอีกจุดแข็งหนึ่งของ Apple
- ดีไซน์ ต้องยอมรับว่าสินค้าของ Apple แต่ละชนิด ล้วนมีจุดดึงดูดทางด้านรูปแบบการดีไซน์ที่ดูหรูหรากว่าของเจ้าอื่น และด้วยความที่เป็นดีไซน์หรูหราน่าใช้นี่เอง ที่ Apple ใช้ในการโฆษณาตัวเองมาตลอด และยังผลักดันให้ตัวเองสู่แบรนพรีเมี่ยมอีกด้วย
- ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่ง ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่งมาจากการสะสมสร้างประสบการณ์มาหลายสิปปีของ Apple โดยมีฐานผู้ใช้งานมากมาย ทำให้ มีนักพัฒนารองรับจำนวนมาก เมื่อคิดจะทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งใหม่ๆ ระบบ Ecosystem ที่แข็งแกร่งนี่เองที่ผลักดันให้ Apple กล้าที่จะออกสิ่งใหม่ๆ มาเรื่อยๆ
- ระบบปิด MAC OS และ iOS ระบบปิดถือเป็นจุดแข็งที่สุดของ Apple เพราะไม่เพียงแต่ Control Ecosystem ภายนอกได้เท่านั้น ยังสามารถควบคุมภายในได้ เช่น Application และการเชื่อมต่อไหลลื่นระหว่าง Device ด้วยกัน จุดนี้เองที่ยังไม่มีใครสามารถทำได้เช่นเดียวกับ Apple เลย
- บริษัทแห่งนวัตกรรม แอปเปิ้ลมีจุดแข็งที่หลายคนชอบนั่นคือการที่หลายคนรอคอยการเปิดตัวในอุปกรณ์ใหม่ๆ นวัตกรรมใหม่ๆล้ำโลกของ Apple และ Apple ก็สามารถตอบสนองได้อย่างดีโดยตลอด
Weak - จุดอ่อน
- ระบบ ปิด แม้จะระบบปิดจะถึงจุดแข็งที่ดี แต่มันก็มีจุดอ่อนด้วย ระบบปิดมันจะมีประโยชน์ในช่วงเวลาหนึ่งแต่เมื่อมันโตขึ้นเรื่อยๆ มันก็เป็นอุปสรรคด้วยเพราะ แต่เดิม อุปกรณ์ Apple มีจำนวนไม่มาก ด้วยจำนวนไม่มากชนิดทำให้ ระบบปิดมีประสิทธิภาพ แต่ถ้าเกิดอุปกรณ์มันมากตัวเข้า ถ้าไม่มีการทิ้งอุปกรณ์ออกไปจะกลายเป็นภาระซะเองเนื่องจาก ต้องมีค่าบำรุงรักษาจำนวนมาก เพื่อให้เข้ากับอุปกรณ์ต่างๆที่ล้าสมัย ขณะเดียวกันสิ่งใหม่ๆก็ออกมาได้ช้ามาก
- จำนวนแรงงานเยอะเกินไป ข้อนี้จะกลายเป็นปัญหาภายใน อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เนื่องจากการเติบโตขององค์กรที่ใหญ่โตขึ้นการทำงานจะกระจายมากขึ้น ระบบเก่าจะใช้ระบบ CEO เป็นหัวโดยตลอดแต่คราวนี้จะเป็นสิ่งที่น่ากลัวขึ้นเพราะบริษัทใหญ่โต CEO ไม่สามารถรวมได้หมดต้องกระจายออก ผลที่ตามมาจะทำให้การออกผลิตภัณฑ์มีความล่าช้าลงไปด้วย แต่ข้อนี้อาจจะยังไม่เกิด เพราะอยู่ในช่วงเติบโตของบริษัท
- พันธิมิตรทางด้านการค้าต่างๆ น้อย ส่วนใหญ่จะกลืนเค้ามาแทนมากกกว่า การทำเช่นนี้ทำให้ต้นทุนในการผลิตสูงขึ้นไปอีก
Opportunity - โอกาส
- Ecosystem ที่แข็งแกร่งสามารถสร้างโอกาสได้เสมอ โดยการตลาดยิ่งหมุนไปเรื่อยๆ และตอนนี้คนเเริ่มหาสิ่งใหม่ๆให้กับชีวิต Smart Home,Smart Car คือโอกาสใหม่ที่จะเข้ามาหา Apple ด้วยกำลังเงินที่สูงและกำลังคนที่มาก และความน่าเชื่่อถือของแบรน Apple จึงเป้นบริษัทที่จะกลับมาเป็นเจ้าอีกครั้งหนึง
- เทคโนโลยีการชำระเงินมีความก้าวหน้ามากขึ้น Apple การชำระเงินง่ายขึ้น มีระบบผ่อนชำระ ทำให้การใช้สินค้าของ Apple ไม่ใช่เรื่องน่าตกใจอีกต่อไป
- คนไทยชอบใช้ Apple มาเป็นอันดับ 1 โดยเฉพาะผู้ใช้ระดับกลาง
- ดีไซน์ที่ล้ำยุคที่แฝงในสินค้าทุกประเภท พร้อมกับ กลยุทธ์ที่เน้นโดยตลอดนั่นคือการสร้างประสบการณ์ที่ประทับใจให้กับสินค้า ทำให้ Apple ยังคงเป็นที่น่าสนใจสำหรับทุกๆคนเสมอ
Threat
- ราคาสูงทำให้ ไม่สามาถเข้าถึงผู้ "ส่วนมาก" ในโลก
- ระบบปิด ทำให้นักพัฒนาบางคนต้องส่ายหัว
- ค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้น ใช้ของ Apple ไม่ว่าจะเป็นการพัฒนาหรือ Ecosystem ยังสูงมากและของผิดลิขสิทธิ์ก็น้อย จึงต้องคิดถึงหลักในการพัฒนาใช้ของ Apple ให้ดีทีเดียว
- การใช้งานบางอย่างยังคงตามหลักคู่แข่ง เช่น การใช้งานคำสั่งเสียง,การใช้งาน NFC,การใช้งาน ฟีเจอร์ 3D ,กล้อง ,การสั่งออกปริ๊นเตอร์ เป็นต้น
ทั้งหมดนี้เท่าที่ผมเห็นนะคัรบว่า Apple มีจุดอ่อนจุดแข็งยังไงแต่ จุดแข็งเรามีประสิทธิภาพสูงกว่าจุดอ่อนมาก ซึ่งตอนนี้จุดอ่อนยังคงไม่เห็นผลแต่ทว่าต่อไปนานๆ ถ้าการตลาดยังไม่ดีขึ้น แอปเปิ้ลคงจะะเจอปัญหาแน่นอน
วันพฤหัสบดีที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
Marketing Strategy Analysis - Apple VS Google(Samsung) ตอน 1
สำหรับการตลาดช่วงนี้ ผู้ร้อนแรงในโลกไอทีคงไม่พ้น เจ้าใหญ่สองเจ้านั่นคื Apple และ Google(Samsung) สองเจ้านี้ เกือบครองโลกเลยทีเดียว ซึ่ง Google จะได้เปรียบตรงที่ มี Samsung เจ้าใหญ่ที่เป็นรายใหญ่ของโลก Android เกือบทั่วโลกเลยทีเดียว
มาวิเคราะห์กลยุทธ์ของ สองเจ้ากัน
Apple
สุดยอดบริษัทนวัตกรรมของโลก สู้มาตั้งแต่สมัย PC จนปัจจุบันถึง Smart Device ซึ่ง ล้มบ้างเป็นธรรมดา แต่จากประสบการณ์สั่งสมมานานปีและเป็นผู้ริเริ่ม นวัตกรรมต่างๆ ทำให้ยังคงมีอิทธิพลสูงในตลาดโลก ปัจจุบัน การตลาดของ Apple นับว่าประสบความสำเร็จสูงสุด ผมให้เขาสูงกว่า Samsung อีกด้วยซ้ำ นั่นเพราะอะไร
1) Apple สามารถขายสินค้าระดับ High End ได้ทั่วโลก โดยที่กลุ่มสินค้าเขา ราคาส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 10000 เลย และผู้ใช้หลายคนยังคงจัดให้ iPHone คือ ของหรูหรา
2) ส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ตกและไม่ขึ้นมาก แม้จะคู่แข่งราคาถูก ซึ่งข้อนี้แหละที่ผมทึ่งกับ Apple Line ผลิต Apple อาจจะไม่มากเหมือน คู่แข่งแต่ทว่า ยอดขายทั่วโลกกลับไม่ลดลงมากนัก ทำให้ผมทึ่งกับแนวทางการตลาดของ Apple มากทีเดียว
จากสองประเด็นนี้ทำให้เรามาวิเคราะห์กลยุทธ์ของ Apple กัน
1) กลยุทธ์ ลดต้นทุน
แอปเปิ้ล เน้นกลยุทธ์การผลิตแบบต้นทุนต่ำ โดยแม้จะคิดค้นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงแต่กลับจ้างบริษัทผลิตที่ต่างประเทศอย่าง Foxcon และ Samsung และการสั่งผลิตแต่ละครั้งล้วน สั่งเป็นล๊อตใหญ่ๆเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด
2) กลยุทธ์หวงทรัพย์สินทางปัญหา
แอปเปิ้ลมีทรัพย์ทางปัญญาที่เป็นสิทธิบัตรจำนวนมากการคัดลอกและใช้สิทธิบัตรเป็นเรื่องง่ายที่หลายๆบริษัททำ ฉะนั้นแอปเปิ้ลเพื่อลดต้นทุนและลดการเลียนแบบสินค้าจึงไม่จ้างบริษัทเดียวในการผลิตสินค้าแต่เน้นกระจายออกเช่น Foxconn ผลิตเครื่องชิป ให้ Samsung และ กระจอกให้ใช้ Gorilla glass หรือ Saphire ซึ่ง เป็นวัสดุที่ทันสมัยและทนทานที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมกันนี้ยังมีการทำสัญญา ว่าอุปกรณ์ที่ผลิตกับแอปเปิ้ลนั้นห้ามผลิตให้กับคู่แข่งรายอื่นอีกด้วย แต่แลกมาด้วยค่าตอบแทนอันมหาศาลที่ได้จากแอปเปิ้ลนั่นเอง
การหวงทรัพย์สินทางปัญญาของแอปเปิ้ลไม่ได้แสดงออกแค่ทางด้านการสัญญาของการผลิตเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการฟ้องร้องคู่แข่งที่ละเมิดสิทธิทางปัญญาของตนเองอีกด้วย แม้ว่าการทำเช่นนี้เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าเพราะ สินค้านั้นผ่านไปมันก็จะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นอีก แต่แน่นอนว่ามันมีประโยชน์กับ Apple แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ได้ชื่อเสียงว่า เป็นผู้สนับสนุนทรัพย์สินถูกลิขสิทธิ์ และการทำให้คู่แข่งในอนาคตต้องเกรงกลัวต่อการเข้ามาในธุรกิจเพราะว่าการฟ้องร้องของ Apple นั่นเอง
3) การคุม Supply Change
Supply Change คือห่วงโซ่การผลิต การทำห่วงโซ่การผลิตคือการควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการขายสินค้า ข้อนี้แอปเปิ้ลมีความชำนาญด้านนี้อยู่แล้วทำให้ การทำไม่ยากเลย ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานทำให้ Apple กล้าจะคุมห่วงโซ่อุปทานอย่างที่ไม่ต้องกลัวเรื่องต้นทุนใดๆทั้งสิ้น
4) Store จุดกระจายสินค้าทั่วโลก
Apple Store คือสิ่งปฏิวัติใหม่ของวงการไอทีนับตั้งแต่มี iPod มา โดยเน้นศูนย์ที่ไม่ใหญ่ มากแต่เน้นกระจายทั่วโลกและพยายามครอบคลุมให้มากที่สุด โดยกลยุทธ์นี้จะคล้ายกับ กลยุทธ์กระจายของน้ำอัดลมของ Coke และ Pepsi นั่นเอง ซึ่งการนับว่าการตลาดทำการบ้านได้ดีมาก การกระจายสินค้า(Diversification Distribution) ให้เข้าถึง User ให้ง่ายที่สุดนับเป็นไม้ตายที่ต่อยอดกลยุทธ์ได้ดีมากทีเดียว แต่ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าสังเกตดีๆ การ Position ของ Apple ยังวางตัวเป็นสินค้า พรีเมี่ยมที่เข้าถึงทุกคนอีกด้วยฉะนั้นจุดที่ Apple Store ไปตั้งนั้น จะไปตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อก่อนจึงค่อยส่งให้ศูนย์เล็กๆ กระจายตัวออกไป
5) การแบ่งรุ่นสินค้า
การแบ่งรุ่นสินค้าของ Apple คือการแบ่งชั้นของสินค้าให้ผู้ซื้อง่ายขึ้น โดยจะเห็นว่าแต่เดิมนั้น Apple จะมีแค่ iPhone ,iPad แต่เมื่อการตลาดเปลี่ยนไป โดยเมื่อผู้ใช้เริ่มไม่อยากใช้ แท๊บเล็ตจอใหญ่ ทำให้ Apple จึงแบ่งรุ่นให้เล็กลง จึงออก iPad Mini ออกมา การทำเช่นนี้ แม้จะทำให้ยี่ห้อ พรีเมี่ยมตกลงไป แต่ก็ทำให้ เกิดผู้ท้าชิงตลาด Tablet กับ SS ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อขึ้น และนอกจากนี้ Apple ก็ยังไม่ทิ้งคำว่า พรีเมี่ยมโดยวางราคา iPad Mini ในราคาที่ค่อนข้างสูงในตลาดแท๊บเล็ตขนาด 8 นิ้วเลยทีเดียว เรียกว่าไม่ยอมแพ้ในตลาดเลย แต่ไม่เพียงแค่นั้น การแบ่งรุ่นสินค้ายังมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้ใช้ที่ชอบสินค้า Apple แต่ไม่อยากเสียเงินในราคาแพงหันมา มอง Apple มากขึ้น ด้วยจุดแข็งของ OS ที่ตอบสนองต่อการพกพาได้ดีที่สุดนั่นเอง
6) สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าและคู่แข่ง
การสร้างประสบการณ์ที่ทำให้คู่แข่งและลูกค้าทึ่งและคิดว่าตามอยู่นับเป็นกลยุทธ์สำคัญของ Apple และส่วนสำคัญนั่นคือ iOS, OS X สอง OS ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Apple ขายได้ ทำให้ Apple พยายามพัฒนาอยู่ตลอดไม่หยุดยั้ง การทำให้สอง OS นี้จะขายดีก็ต้องทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันมีความลื่นไหลมากที่สุด เมื่อ Google หันมาให้บริการทาง Internet ความเร็วสูง และการเชื่อมต่อไร้สายที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3G,4G และ กำลังพัฒนาถึง 5G ทำให้เกิดไอเสียการเชื่อมตต่อสอง OS หลายอุปกรณ์เกิดขึ้น และเนื่องจากเป็นระบบปิดนี่เอง ทำให้อุปกรณ์ต่างๆของ Apple เชื่อมต่อกันง่ายกว่าOS อื่นหลายเท่าตัว และ Apple เองก็ผลักดันทางด้านนี้โดยตลอด
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างประสบการณ์ในการรวมการทำงานของทุกสิ่งเข้าด้วยกันต้องพึ่ง พลังแห่งนวัตกรรม นั่นก็คือ Cloud นั่นเอง Cloud เป็นหนึ่งในสิ่งที่ Apple พยายามผลักดันมาตลอด เพราะตอนนี้คู่แข่งได้นำไปไกลแล้ว Cloud นั้นมีหลายแบบแต่ Apple จะเน้นที่ Storage Cloud เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้ได้สำรองข้อมูลของตัวเองและทำให้ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัยกับการใช้งานสินค้าของตนเอง
หนึ่งใน Cloud ที่ได้ผลของ Apple คือการใช้ Find My Phone และ Function ล๊อค iPhone ผ่าน iCloud ที่ทำให้ผู้ขโมยไม่สามารถปิดเครื่องเองได้ง่าย ทำให้โจรไม่อยากขโมยเท่าไร ซึ่งจากผลการใช้งานทำให้เครื่อง iPhone หายน้อยลงอย่างมาก นับว่าประสบควมสำเร็จทีเดียว การทำเช่นนี้จะทำให้ iPhone เรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
7) CSR- สนับสนุนการเข้าถึงคนพิการ
ข้อนี้หลายๆคนอาจจะไม่สังเกตุ แต่สินค้าของ Apple อย่าง iPhone และ iPad กลับมีฟังก์ชันสำหรับคนพิการทางด้านหูหรือสายตา ให้สามารถใช้สินค้าของตนได้ด้วย การทำเช่นนี้ทำให้ คนพิการทางสายตาก็เข้าถึงสินค้าตนได้ พร้อมกับยังทำให้ทั่วโลกรู้ว่า สินค้าของ Apple นั้นไม่ธรรมดานะ มีการเป็นอารยสถาปัต ไม่ได้จำกัดแค่คนปกติเท่านั้น
8) การวางตัวเป็นผู้นำนวัตกรรม
ผู้นำนวัตกรรมคือผู้ที่สามารถโกยผลประโยชน์ของตลาดได้เป็นเจ้าแรก ข้อนี้ Apple ตระหนักดี ฉะนั้นการทำนวัตกรรมต่างๆ Apple จึงโปรโมทตัวเองเสมอวเขาคือเจ้าแห่งนวัตกรรม ที่ทำให้ทุกคนต้องลุ้นว่าจะมีของใหม่ๆอะไรออกมาจาก Apple บ้าง และมันก็ได้ผลมากเลยทีเดียวทำให้ คนทั่วโลกยังคงใส่ใจกับ Apple มากที่สุด และก้าวสู่ ผู้นำของโลก IT ในไม่ช้า(แม้ตอนนี้อาจจะช้ากว่า Google)
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นว่ากลยุทธ์ต่างๆของ Apple จะมีแบ่งเป็น 3 ส่วนนั่นคือ การบริหารจัดการภายใน, การควบคุมรุกกับศัตรูภายนอก และการเปิดสนามรบใหม่ ทั้งสามนี้ จะรวมอยู่ในกลยุทธ์ที่ได้แสดงออกมา
การบริหารจัดการภายใน
ลองวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่า การบริหารจัดการที่ดีของ Apple จะมีสูตรที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อรวมสามอย่างเข้าด้วยกันโดยจะยุคสตีฟจ๊อบมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่าการแบ่งรุ่น การฟ้องคู่แข่งคือกลยุทธ์รุกและควบคุมคู่แข่งของ Apple จากนั้นตัวเองก็ซุ่มวางตัวเปิดสินค้าใหม่ๆ โดยการเปิดสนามรบใหม่ๆที่คู่แข่งกำลังพะวงกับการรุกของ Apple อยุ่ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแบ่งรุ่นและตัดสินค้าที่ไม่ทำรายได้ทิ้ง ทำให้เป็นการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยการจ้าง โรงงานจากเอเชีย ที่ต้นทุนต่ำกว่ายุโรปหรืออเมริกามาก จึงเป็นการชาญฉลาดอย่างมากที่ผู้ทำเช่นนี้ได้
มาวิเคราะห์กลยุทธ์ของ สองเจ้ากัน
Apple
สุดยอดบริษัทนวัตกรรมของโลก สู้มาตั้งแต่สมัย PC จนปัจจุบันถึง Smart Device ซึ่ง ล้มบ้างเป็นธรรมดา แต่จากประสบการณ์สั่งสมมานานปีและเป็นผู้ริเริ่ม นวัตกรรมต่างๆ ทำให้ยังคงมีอิทธิพลสูงในตลาดโลก ปัจจุบัน การตลาดของ Apple นับว่าประสบความสำเร็จสูงสุด ผมให้เขาสูงกว่า Samsung อีกด้วยซ้ำ นั่นเพราะอะไร
1) Apple สามารถขายสินค้าระดับ High End ได้ทั่วโลก โดยที่กลุ่มสินค้าเขา ราคาส่วนใหญ่ไม่ต่ำกว่า 10000 เลย และผู้ใช้หลายคนยังคงจัดให้ iPHone คือ ของหรูหรา
2) ส่วนแบ่งการตลาดที่ไม่ตกและไม่ขึ้นมาก แม้จะคู่แข่งราคาถูก ซึ่งข้อนี้แหละที่ผมทึ่งกับ Apple Line ผลิต Apple อาจจะไม่มากเหมือน คู่แข่งแต่ทว่า ยอดขายทั่วโลกกลับไม่ลดลงมากนัก ทำให้ผมทึ่งกับแนวทางการตลาดของ Apple มากทีเดียว
จากสองประเด็นนี้ทำให้เรามาวิเคราะห์กลยุทธ์ของ Apple กัน
1) กลยุทธ์ ลดต้นทุน
แอปเปิ้ล เน้นกลยุทธ์การผลิตแบบต้นทุนต่ำ โดยแม้จะคิดค้นนวัตกรรมที่มีประสิทธิภาพสูงแต่กลับจ้างบริษัทผลิตที่ต่างประเทศอย่าง Foxcon และ Samsung และการสั่งผลิตแต่ละครั้งล้วน สั่งเป็นล๊อตใหญ่ๆเพื่อให้ได้ต้นทุนที่ต่ำที่สุด
2) กลยุทธ์หวงทรัพย์สินทางปัญหา
แอปเปิ้ลมีทรัพย์ทางปัญญาที่เป็นสิทธิบัตรจำนวนมากการคัดลอกและใช้สิทธิบัตรเป็นเรื่องง่ายที่หลายๆบริษัททำ ฉะนั้นแอปเปิ้ลเพื่อลดต้นทุนและลดการเลียนแบบสินค้าจึงไม่จ้างบริษัทเดียวในการผลิตสินค้าแต่เน้นกระจายออกเช่น Foxconn ผลิตเครื่องชิป ให้ Samsung และ กระจอกให้ใช้ Gorilla glass หรือ Saphire ซึ่ง เป็นวัสดุที่ทันสมัยและทนทานที่สุดแห่งหนึ่ง พร้อมกันนี้ยังมีการทำสัญญา ว่าอุปกรณ์ที่ผลิตกับแอปเปิ้ลนั้นห้ามผลิตให้กับคู่แข่งรายอื่นอีกด้วย แต่แลกมาด้วยค่าตอบแทนอันมหาศาลที่ได้จากแอปเปิ้ลนั่นเอง
การหวงทรัพย์สินทางปัญญาของแอปเปิ้ลไม่ได้แสดงออกแค่ทางด้านการสัญญาของการผลิตเท่านั้นแต่ยังรวมถึงการฟ้องร้องคู่แข่งที่ละเมิดสิทธิทางปัญญาของตนเองอีกด้วย แม้ว่าการทำเช่นนี้เหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเท่าเพราะ สินค้านั้นผ่านไปมันก็จะมีสิ่งใหม่ๆเกิดขึ้นอีก แต่แน่นอนว่ามันมีประโยชน์กับ Apple แน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งจะทำให้ได้ชื่อเสียงว่า เป็นผู้สนับสนุนทรัพย์สินถูกลิขสิทธิ์ และการทำให้คู่แข่งในอนาคตต้องเกรงกลัวต่อการเข้ามาในธุรกิจเพราะว่าการฟ้องร้องของ Apple นั่นเอง
3) การคุม Supply Change
Supply Change คือห่วงโซ่การผลิต การทำห่วงโซ่การผลิตคือการควบคุมตั้งแต่ขั้นตอนการหาวัตถุดิบจนถึงขั้นตอนการขายสินค้า ข้อนี้แอปเปิ้ลมีความชำนาญด้านนี้อยู่แล้วทำให้ การทำไม่ยากเลย ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมานานทำให้ Apple กล้าจะคุมห่วงโซ่อุปทานอย่างที่ไม่ต้องกลัวเรื่องต้นทุนใดๆทั้งสิ้น
4) Store จุดกระจายสินค้าทั่วโลก
Apple Store คือสิ่งปฏิวัติใหม่ของวงการไอทีนับตั้งแต่มี iPod มา โดยเน้นศูนย์ที่ไม่ใหญ่ มากแต่เน้นกระจายทั่วโลกและพยายามครอบคลุมให้มากที่สุด โดยกลยุทธ์นี้จะคล้ายกับ กลยุทธ์กระจายของน้ำอัดลมของ Coke และ Pepsi นั่นเอง ซึ่งการนับว่าการตลาดทำการบ้านได้ดีมาก การกระจายสินค้า(Diversification Distribution) ให้เข้าถึง User ให้ง่ายที่สุดนับเป็นไม้ตายที่ต่อยอดกลยุทธ์ได้ดีมากทีเดียว แต่ไม่เพียงแค่นั้น ถ้าสังเกตดีๆ การ Position ของ Apple ยังวางตัวเป็นสินค้า พรีเมี่ยมที่เข้าถึงทุกคนอีกด้วยฉะนั้นจุดที่ Apple Store ไปตั้งนั้น จะไปตามเมืองใหญ่ๆ ที่มีกำลังซื้อก่อนจึงค่อยส่งให้ศูนย์เล็กๆ กระจายตัวออกไป
5) การแบ่งรุ่นสินค้า
การแบ่งรุ่นสินค้าของ Apple คือการแบ่งชั้นของสินค้าให้ผู้ซื้อง่ายขึ้น โดยจะเห็นว่าแต่เดิมนั้น Apple จะมีแค่ iPhone ,iPad แต่เมื่อการตลาดเปลี่ยนไป โดยเมื่อผู้ใช้เริ่มไม่อยากใช้ แท๊บเล็ตจอใหญ่ ทำให้ Apple จึงแบ่งรุ่นให้เล็กลง จึงออก iPad Mini ออกมา การทำเช่นนี้ แม้จะทำให้ยี่ห้อ พรีเมี่ยมตกลงไป แต่ก็ทำให้ เกิดผู้ท้าชิงตลาด Tablet กับ SS ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อขึ้น และนอกจากนี้ Apple ก็ยังไม่ทิ้งคำว่า พรีเมี่ยมโดยวางราคา iPad Mini ในราคาที่ค่อนข้างสูงในตลาดแท๊บเล็ตขนาด 8 นิ้วเลยทีเดียว เรียกว่าไม่ยอมแพ้ในตลาดเลย แต่ไม่เพียงแค่นั้น การแบ่งรุ่นสินค้ายังมีประโยชน์ที่ทำให้ผู้ใช้ที่ชอบสินค้า Apple แต่ไม่อยากเสียเงินในราคาแพงหันมา มอง Apple มากขึ้น ด้วยจุดแข็งของ OS ที่ตอบสนองต่อการพกพาได้ดีที่สุดนั่นเอง
6) สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าและคู่แข่ง
การสร้างประสบการณ์ที่ทำให้คู่แข่งและลูกค้าทึ่งและคิดว่าตามอยู่นับเป็นกลยุทธ์สำคัญของ Apple และส่วนสำคัญนั่นคือ iOS, OS X สอง OS ที่เป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Apple ขายได้ ทำให้ Apple พยายามพัฒนาอยู่ตลอดไม่หยุดยั้ง การทำให้สอง OS นี้จะขายดีก็ต้องทำให้การทำงานเชื่อมต่อกันมีความลื่นไหลมากที่สุด เมื่อ Google หันมาให้บริการทาง Internet ความเร็วสูง และการเชื่อมต่อไร้สายที่พัฒนาอย่างต่อเนื่อง 3G,4G และ กำลังพัฒนาถึง 5G ทำให้เกิดไอเสียการเชื่อมตต่อสอง OS หลายอุปกรณ์เกิดขึ้น และเนื่องจากเป็นระบบปิดนี่เอง ทำให้อุปกรณ์ต่างๆของ Apple เชื่อมต่อกันง่ายกว่าOS อื่นหลายเท่าตัว และ Apple เองก็ผลักดันทางด้านนี้โดยตลอด
นอกจากนี้ ยังมีการสร้างประสบการณ์ในการรวมการทำงานของทุกสิ่งเข้าด้วยกันต้องพึ่ง พลังแห่งนวัตกรรม นั่นก็คือ Cloud นั่นเอง Cloud เป็นหนึ่งในสิ่งที่ Apple พยายามผลักดันมาตลอด เพราะตอนนี้คู่แข่งได้นำไปไกลแล้ว Cloud นั้นมีหลายแบบแต่ Apple จะเน้นที่ Storage Cloud เป็นหลัก เพื่อให้ผู้ใช้ได้สำรองข้อมูลของตัวเองและทำให้ผู้ใช้รู้สึกปลอดภัยกับการใช้งานสินค้าของตนเอง
หนึ่งใน Cloud ที่ได้ผลของ Apple คือการใช้ Find My Phone และ Function ล๊อค iPhone ผ่าน iCloud ที่ทำให้ผู้ขโมยไม่สามารถปิดเครื่องเองได้ง่าย ทำให้โจรไม่อยากขโมยเท่าไร ซึ่งจากผลการใช้งานทำให้เครื่อง iPhone หายน้อยลงอย่างมาก นับว่าประสบควมสำเร็จทีเดียว การทำเช่นนี้จะทำให้ iPhone เรียกความเชื่อมั่นของผู้บริโภคอย่างแท้จริง
7) CSR- สนับสนุนการเข้าถึงคนพิการ
ข้อนี้หลายๆคนอาจจะไม่สังเกตุ แต่สินค้าของ Apple อย่าง iPhone และ iPad กลับมีฟังก์ชันสำหรับคนพิการทางด้านหูหรือสายตา ให้สามารถใช้สินค้าของตนได้ด้วย การทำเช่นนี้ทำให้ คนพิการทางสายตาก็เข้าถึงสินค้าตนได้ พร้อมกับยังทำให้ทั่วโลกรู้ว่า สินค้าของ Apple นั้นไม่ธรรมดานะ มีการเป็นอารยสถาปัต ไม่ได้จำกัดแค่คนปกติเท่านั้น
8) การวางตัวเป็นผู้นำนวัตกรรม
ผู้นำนวัตกรรมคือผู้ที่สามารถโกยผลประโยชน์ของตลาดได้เป็นเจ้าแรก ข้อนี้ Apple ตระหนักดี ฉะนั้นการทำนวัตกรรมต่างๆ Apple จึงโปรโมทตัวเองเสมอวเขาคือเจ้าแห่งนวัตกรรม ที่ทำให้ทุกคนต้องลุ้นว่าจะมีของใหม่ๆอะไรออกมาจาก Apple บ้าง และมันก็ได้ผลมากเลยทีเดียวทำให้ คนทั่วโลกยังคงใส่ใจกับ Apple มากที่สุด และก้าวสู่ ผู้นำของโลก IT ในไม่ช้า(แม้ตอนนี้อาจจะช้ากว่า Google)
จากที่กล่าวมาทั้งหมดนั้น จะเห็นว่ากลยุทธ์ต่างๆของ Apple จะมีแบ่งเป็น 3 ส่วนนั่นคือ การบริหารจัดการภายใน, การควบคุมรุกกับศัตรูภายนอก และการเปิดสนามรบใหม่ ทั้งสามนี้ จะรวมอยู่ในกลยุทธ์ที่ได้แสดงออกมา
การบริหารจัดการภายใน
- กลยุทธ์ ลดต้นทุน
- การคุม Supply Change
- การแบ่งรุ่นสินค้า
การควบคุมรุกกับศัตรูภายนอก
- Store จุดกระจายสินค้าทั่วโลก
- CSR- สนับสนุนการเข้าถึงคนพิการ
- กลยุทธ์หวงทรัพย์สินทางปัญหา
- สร้างประสบการณ์ที่เหนือกว่าให้กับลูกค้าและคู่แข่ง
- การแบ่งรุ่นสินค้า
การเปิดสนามรบใหม่
- การวางตัวเป็นผู้นำนวัตกรรม
ลองวิเคราะห์ให้ดี จะเห็นว่า การบริหารจัดการที่ดีของ Apple จะมีสูตรที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เมื่อรวมสามอย่างเข้าด้วยกันโดยจะยุคสตีฟจ๊อบมีประสิทธิภาพมากที่สุด ซึ่งจะเห็นว่าการแบ่งรุ่น การฟ้องคู่แข่งคือกลยุทธ์รุกและควบคุมคู่แข่งของ Apple จากนั้นตัวเองก็ซุ่มวางตัวเปิดสินค้าใหม่ๆ โดยการเปิดสนามรบใหม่ๆที่คู่แข่งกำลังพะวงกับการรุกของ Apple อยุ่ นอกจากนี้ยังมีการจัดการแบ่งรุ่นและตัดสินค้าที่ไม่ทำรายได้ทิ้ง ทำให้เป็นการจัดการภายในที่มีประสิทธิภาพและลดต้นทุนโดยการจ้าง โรงงานจากเอเชีย ที่ต้นทุนต่ำกว่ายุโรปหรืออเมริกามาก จึงเป็นการชาญฉลาดอย่างมากที่ผู้ทำเช่นนี้ได้
วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
โอกาสฟื้นฟู ของ PC
ตอนนี้เราปฏิเสธกันไม่ได้เลยว่า ปัจจุบันได้เข้าสู่ ยุคหลัง PC เรียบร้อยแล้ว แต่ละคนเริ่มมีคอมพิวเตอร์พกพาส่วนตัวกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น Tablet, Smartphone และกำลังจะเข้าสู่ยุค Smart Wearable กันอีกด้วย เจ้า Smart Wearable เดี๋ยววก็เริ่มกำลังมาแล้ว พร้อมกับได้แรงผลักดันจาก ค่าย IT ต่างๆโดย เฉพาะ google กับ Samsung แต่ว่าไม่ใช่แค่นั้น ปัจจุบันเนื่องด้วยเทคโนโลยีมันไปไกลขึ้น Smart Wearable เป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง มันยังไม่จบแค่นี้หรอก แต่วันนี้ไม่ได้มาพูดเรื่องนี้ครับ ผมจะพูดถึงโอกาสของ PC ที่มีแนวโน้มจะดีขึ้นเนื่องด้วยปัจจัยเสริมดังนี้
1) การเปลี่ยนผ่านของ Windows Xp ไป 7 ซึ่งแน่นอนว่า ไมโครซอฟท์เองก็เพิ่งประกาศไปไม่นานว่า อีกไม่ช้าก็จะเลิกสนับสนุน Windows 7 เช่นกัน (แต่คงนานกว่า XP แน่นอน) ทำให้หลายบริษัทเริ่มเปลี่ยนถ่ายจาก XP มา 7 หรือ 8 ซึ่ง การเปลี่ยนตรงนี้ ทำให้ยอดขายของ PC พวก NB กลับมามากขึ้น
2) Windows 9 ปัจจยันี้จะเป้นปัจจัยนึงที่คนจะกลับมาซื้อ NB หรือ PC มากขึ้นเพราะว่าหลายคนเองก็รอความสมบูรณ์ของ Windows ที่ออกมา ล่าสุดก็ได้มีหน้าจอออกมาบ้างแล้วแต่ว่ายังคงแค่หลุดเท่านั้น แต่หลายคนก็ให้ความสนใจกับมันมากทีเดียว
3) จุดอิ่มตัวของ Smart Device อุปกรณ์จำพวก BYOD นั้น มีความสะดวกในการพกพาและให้ความบันเทิงแต่จุดอ่อนของพวกนี้ยังแก้ไม่ได้นั่นคือ พวก Performance และความสามารถในการทำงาน หลายๆคนยังคงใช้ Linux หรือ Windows ควบคู่กันไปเสมอ ฉะนั้นเราจึงเห็น หลายๆเจ้าพยายามจะเกทับเอา Tablet จอใหญ่ๆออกมาเพื่อให้ทดแทนการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เกิดกับปัจจุบัน(ตรงนี้ผมคาดว่าเทคโนโลยีคงจะพร้อมในอีก 4 ปีข้างหน้า แ่ต่ Tablet จะอยู่รึเปล่าอีกเรื่องนะครับ) Smart Device จุดแข็งคือสะพวกพกพาและบันเทิง แต่คณะเดียวกันมันยากต่อการจัดการกับองค์กร โดยเฉพาะการทำงานบนองค์กรถ้า Device มันหลากหลายจนเกินไป องค์กรทั้งหลายก็กังวลว่ามันอาจจะทำให้เกิดข้อมูลรั่วไหลโดยง่ายไดด้ จึงยังคงไม่อยากเปลี่ยนจาก Windows,PC ไปเป้นอย่างอื่นมากนัก ประกอบกับ การทำงานหลายๆอย่าง เช่นการ ตัดต่อวีดีโอ การพัฒนา Software หรือ การทำกราฟฟิกดีไซน์ การทำงานที่แท้จริงที่อาศัย Performance หนักๆ ยังคงทำไมไ่ด้จึงจำเป็นจะต้องใ้ช PC ต่อไป
4) ด้วยปัจจัยข้างต้น 3 ทางประกอบกัน มันบรรจบกับการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีพอดี ซึ่งทางเลือกของผู้บริโภคจึงจำเป็นจะต้องซื้อคอมเครื่องใหม่
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นการวิเคราะห์จากสภาพแนวโน้มของตลาดที่เกิดขึ้นนะครับ แต่ว่า PC มีโอกาสฟื้นตัว แต่ครั้งนี้จะได้ไม้ตายเด็ดขาด ควรจะมีเกี่ยวกับ Smart Home เข้ามาจัดการด้วย ถ้าสามารถใช้ Smart Home Client-Server ที่เซ็ด Admin ให้ได้พร้อมกับมี Cortana ที่สื่อสารระหว่าง Client-server ด้วย จะดีมาก โดยสั่งการผ่าน Smart Phone ให้ Server Cortana จัดการละก็จะ Perfect ไปเลย
ทีนี้มาขอเสนอแนวทางที่ PC ควรจะมีเสริมเข้าไปในเส้นทางตรงนี้บ้าง
1) ควรจะมีการเพิ่ม Feature เกี่ยวกับ AI อย่าง Cortana ให้มีหลากหลายภาษาและบทบาทในการใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การสั่งงานทางด้านบันเทิง ที่เป็น Home Service เข้าไปด้วย
2) ขยาย API ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดย ครอบคลุมการ OCR และ ฟีเจอร์เสียงเข้าไปด้วย เพื่อล่อให้นักพัฒนาหันมาสนใจทำ Native อีกครั้ง
3) 3G-4G-5G ต้องให้ความสนใจมากขึ้นกว่านี้ อุปกรณ์หลายตัว ของ Windows, PC ไม่สามารถติตด่อกับ 3G ได้ มันทำให้ไม่เข้ากับยุคปปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตครอบคลุมทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว
4) ใช้โอกาสนี้ ปิดสิ่งที่ไม่จำเป็นลง ยกตัวอย่างเช่น แฟลชหันไปสนับสนุน Native เต็มตัวซะพร้อมกับหนุน ปล่อย Office ให้ฟรีเป็นฟีเจอร์หลักไ จะช่วยให้ดึงดูดผู้ลงทุนมากขึ้น เพราะนักพัฒนามา ผู้ลงทุนมาผู้ใช้ก็จะกลับมาด้วย
5) มีความเป็นตัวเองให้มากขึ้น นั่นคือ ขยาย Platform ได้แต่จงอย่า พยายามผลักดันให้ Platform อื่นมาเสียบของตัวเอง เพราะนั่นคือการทำให้ Developer ไม่ให้ความสำคัญของตัวเองทันที ควรทำ Service ขึ้นมาแทน นั่นคือการแปลง App อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ สามารถพัฒนาทีเดียวไปได้หลาย Platform แต่อาจจะมีพิเศษที่ถ้าเป็น C# อาจจะมีความสามารถในการเข้าถึงฐานข้อมูลที่เร็วกกว่า Platform อื่นเป็นต้น
6) ใส่ใจกับองค์กร ขยายตลาดองค์กรไม่เน้นที่การบริการองค์กรอย่างเดียวแต่ควรจะหันไปจับมือกับ Adobe เต็มตัวได้แล้ว หากสามารถทำได้ Photoshop & Office ราคาถูก จะทำให้ยอดขายกัลบัมาได้
7) Tools ราคาไม่แพงเกินไป ปัญหานี้สำคัญมากเพราะอย่าลืม Eclipse ถูกจนไร้ราคาแต่ VSD แพงมากจนไม่รู้จะพูดไง ควรทำ Tool Development VSD เวอร์ชั่น Basic ที่มีฟีเจอร์ให้ใกล้เคียงกับ Pro เพื่อให้นักพัฒนาทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายกลับมาใช้งานให้ได้ก่อน
นายไอที (IT)
1) การเปลี่ยนผ่านของ Windows Xp ไป 7 ซึ่งแน่นอนว่า ไมโครซอฟท์เองก็เพิ่งประกาศไปไม่นานว่า อีกไม่ช้าก็จะเลิกสนับสนุน Windows 7 เช่นกัน (แต่คงนานกว่า XP แน่นอน) ทำให้หลายบริษัทเริ่มเปลี่ยนถ่ายจาก XP มา 7 หรือ 8 ซึ่ง การเปลี่ยนตรงนี้ ทำให้ยอดขายของ PC พวก NB กลับมามากขึ้น
2) Windows 9 ปัจจยันี้จะเป้นปัจจัยนึงที่คนจะกลับมาซื้อ NB หรือ PC มากขึ้นเพราะว่าหลายคนเองก็รอความสมบูรณ์ของ Windows ที่ออกมา ล่าสุดก็ได้มีหน้าจอออกมาบ้างแล้วแต่ว่ายังคงแค่หลุดเท่านั้น แต่หลายคนก็ให้ความสนใจกับมันมากทีเดียว
3) จุดอิ่มตัวของ Smart Device อุปกรณ์จำพวก BYOD นั้น มีความสะดวกในการพกพาและให้ความบันเทิงแต่จุดอ่อนของพวกนี้ยังแก้ไม่ได้นั่นคือ พวก Performance และความสามารถในการทำงาน หลายๆคนยังคงใช้ Linux หรือ Windows ควบคู่กันไปเสมอ ฉะนั้นเราจึงเห็น หลายๆเจ้าพยายามจะเกทับเอา Tablet จอใหญ่ๆออกมาเพื่อให้ทดแทนการทำงานอย่างสมบูรณ์แบบ แต่ก็ยังทำไม่ได้ด้วยข้อจำกัดทางเทคโนโลยีที่เกิดกับปัจจุบัน(ตรงนี้ผมคาดว่าเทคโนโลยีคงจะพร้อมในอีก 4 ปีข้างหน้า แ่ต่ Tablet จะอยู่รึเปล่าอีกเรื่องนะครับ) Smart Device จุดแข็งคือสะพวกพกพาและบันเทิง แต่คณะเดียวกันมันยากต่อการจัดการกับองค์กร โดยเฉพาะการทำงานบนองค์กรถ้า Device มันหลากหลายจนเกินไป องค์กรทั้งหลายก็กังวลว่ามันอาจจะทำให้เกิดข้อมูลรั่วไหลโดยง่ายไดด้ จึงยังคงไม่อยากเปลี่ยนจาก Windows,PC ไปเป้นอย่างอื่นมากนัก ประกอบกับ การทำงานหลายๆอย่าง เช่นการ ตัดต่อวีดีโอ การพัฒนา Software หรือ การทำกราฟฟิกดีไซน์ การทำงานที่แท้จริงที่อาศัย Performance หนักๆ ยังคงทำไมไ่ด้จึงจำเป็นจะต้องใ้ช PC ต่อไป
4) ด้วยปัจจัยข้างต้น 3 ทางประกอบกัน มันบรรจบกับการเปลี่ยนถ่ายเทคโนโลยีพอดี ซึ่งทางเลือกของผู้บริโภคจึงจำเป็นจะต้องซื้อคอมเครื่องใหม่
จากที่ได้กล่าวมาข้างต้นเป็นการวิเคราะห์จากสภาพแนวโน้มของตลาดที่เกิดขึ้นนะครับ แต่ว่า PC มีโอกาสฟื้นตัว แต่ครั้งนี้จะได้ไม้ตายเด็ดขาด ควรจะมีเกี่ยวกับ Smart Home เข้ามาจัดการด้วย ถ้าสามารถใช้ Smart Home Client-Server ที่เซ็ด Admin ให้ได้พร้อมกับมี Cortana ที่สื่อสารระหว่าง Client-server ด้วย จะดีมาก โดยสั่งการผ่าน Smart Phone ให้ Server Cortana จัดการละก็จะ Perfect ไปเลย
ทีนี้มาขอเสนอแนวทางที่ PC ควรจะมีเสริมเข้าไปในเส้นทางตรงนี้บ้าง
1) ควรจะมีการเพิ่ม Feature เกี่ยวกับ AI อย่าง Cortana ให้มีหลากหลายภาษาและบทบาทในการใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น เช่น การสั่งงานทางด้านบันเทิง ที่เป็น Home Service เข้าไปด้วย
2) ขยาย API ให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น โดย ครอบคลุมการ OCR และ ฟีเจอร์เสียงเข้าไปด้วย เพื่อล่อให้นักพัฒนาหันมาสนใจทำ Native อีกครั้ง
3) 3G-4G-5G ต้องให้ความสนใจมากขึ้นกว่านี้ อุปกรณ์หลายตัว ของ Windows, PC ไม่สามารถติตด่อกับ 3G ได้ มันทำให้ไม่เข้ากับยุคปปัจจุบันที่อินเตอร์เน็ตครอบคลุมทั่วโลกไปเรียบร้อยแล้ว
4) ใช้โอกาสนี้ ปิดสิ่งที่ไม่จำเป็นลง ยกตัวอย่างเช่น แฟลชหันไปสนับสนุน Native เต็มตัวซะพร้อมกับหนุน ปล่อย Office ให้ฟรีเป็นฟีเจอร์หลักไ จะช่วยให้ดึงดูดผู้ลงทุนมากขึ้น เพราะนักพัฒนามา ผู้ลงทุนมาผู้ใช้ก็จะกลับมาด้วย
5) มีความเป็นตัวเองให้มากขึ้น นั่นคือ ขยาย Platform ได้แต่จงอย่า พยายามผลักดันให้ Platform อื่นมาเสียบของตัวเอง เพราะนั่นคือการทำให้ Developer ไม่ให้ความสำคัญของตัวเองทันที ควรทำ Service ขึ้นมาแทน นั่นคือการแปลง App อย่างสมบูรณ์ เพื่อให้ สามารถพัฒนาทีเดียวไปได้หลาย Platform แต่อาจจะมีพิเศษที่ถ้าเป็น C# อาจจะมีความสามารถในการเข้าถึงฐานข้อมูลที่เร็วกกว่า Platform อื่นเป็นต้น
6) ใส่ใจกับองค์กร ขยายตลาดองค์กรไม่เน้นที่การบริการองค์กรอย่างเดียวแต่ควรจะหันไปจับมือกับ Adobe เต็มตัวได้แล้ว หากสามารถทำได้ Photoshop & Office ราคาถูก จะทำให้ยอดขายกัลบัมาได้
7) Tools ราคาไม่แพงเกินไป ปัญหานี้สำคัญมากเพราะอย่าลืม Eclipse ถูกจนไร้ราคาแต่ VSD แพงมากจนไม่รู้จะพูดไง ควรทำ Tool Development VSD เวอร์ชั่น Basic ที่มีฟีเจอร์ให้ใกล้เคียงกับ Pro เพื่อให้นักพัฒนาทั้งถูกกฎหมายและผิดกฎหมายกลับมาใช้งานให้ได้ก่อน
นายไอที (IT)
วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557
WP & Win RT แนวทางต่อไปของ Microsoft
ช่วงนี้ดูเหมือนกระแส Android กับ IOS จะกลบกระแสของ WP
อย่างสิ้นเชิง แน่นอนว่าปัญหาใหญ่ของ WP ยังไม่ได้รับการแก้ไข
นั่นคือ App น้อย ปัญหานี้เหมือนจะแก้ไขก็ไม่ได้แก้ไขอย่างจริงจัง
มันเพราะอะไรกัน? เรามาดูกันนะครับว่าสาเหตุนั่นมาจากอะไร
1)
หน้าจอ WP
ไม่ถูกใจและล้าสมัย
2)
App น้อย น้อยจนน่ากลัว
และหลายๆ App กลับไม่ถูกจุด
3)
ต้องยอมรับความจริงว่า
Office
ไม่ใช่จุดขาย ไม่มีใครอยากเอา WP มาพิมพ์ Word
หรอก
4)
การใช้งานที่ไม่เหมือนกับทั้งสองเจ้าหลักที่อยู่ปัจจุบัน
แม้ WP
จะตอบได้ว่เป็น Smartphone แต่จุดแข็งนั้นกลับไม่เห็นได้ชัดนัก
ยกตัวอย่างเช่น Android มีจุดแข็งคือฟรีและอิสระ สังเกตุว่า Android
แต่ละเจ้ามีหน้าจอแทบจะแตกต่างกันโดยสิ้นเชิงและฟีเจอร์
สาเหตุเรพาะความอิสระนั่นเอง เป็นต้น
5)
การทำการตลาดที่ช้าของ
Microsoft
สาเหตุใหญ่อาจจะมาจากตรงนี้เลยก็ว่าได้ เพราะ Microsoft ประเมิน Android ต่ำเกินไปทำให้ต้องเสียจุดขายของตลาดนี้ไป
อันนี้เป็นจุดอ่อนใหญ่ของ Microsoft ที่ต้องแก้ไขกันระยะยาวเลย
ความเชื่องช้า การไหวตัวแต่ละอย่างที่ช้าและไม่ทันทำให้ ผู้ใช้ไม่ตอบสนอง
6)
การหยุดนิ่งช่วงเปลี่ยนผ่านระหว่างไมโครซอฟท์และโนเกีย
ช่วง 6
เดือนตั้งแต่ มค.- กค. นั้น WP แทบจะไม่มี โทรศัพท์ที่เป็นจุดขายจุดใหม่เลย มีแต่จุดเดิมๆที่วนเวียนอยู่
แม้จะเปลี่ยนเป็น WP 8.1 แต่ก็ไม่ได้ชูจุดขายใดๆทั้งสิ้น
7)
ผู้ใช้ที่เคยใช้เริ่มบ่นว่า
ห่วย สาเหตุเพราะไม่มีอะไรคืบหน้าเลยจะเล่นเกมหรือ Social ก็ไม่เต็มที่ ไม่มีสักอย่างทำให้ผู้ใช้เริ่มมองว่ามันกำลังจะตาย
8)
ทีม Windows
Phone ไม่เก่งพอ อันนี้น่าจะชัดเจนกว่าอย่างอื่น เพราะ WP ไม่โตนั้นเพราะ API ไม่ได้ประสิทธิภาพ
และการจำกัดในการเข้าถึง System ของ WP เองก็เป็นส่วนหนึ่งด้วย
แนวทางแก้ไข
ใช้การตลาดเข้ามาแก้ไขโดยการตัดลดเพิ่มสร้างมันซะสิ
1) ตัด
ตัดออกซะในส่วนของไม่จำเป็น ไม่ใช่ราคาตัดออกแต่ตัดความคิดหน้าจอสีเหลี่ยมๆ
ออกไปเลย เ อาความคิดโนเกียเดิมๆเข้าใส่บ้างว่า SmartPhone ทำไมต้องเป็นแต่จอเหลี่ยมๆ ทำไมไม่ทำจอโค้งหรือวงรีออกมาหรืออะไรก็ตามที่มันดูมีสไตล์
เหมือนโนเกียในอดีตออกมาบ้างสิ
a. ตัด
App
ไม่จำเป็นออก ซะ หันมาโฟกัสที่ App ที่คนรู้จักกันให้ครบก่อน
2) ลด
a. ลดความรู้สึกที่เป้น
PC
ลงไป
b. ลดเวลาในการพัฒนาลงซะ
ในแต่ละเวอร์ชั่น ลดลง
3) เพิ่ม
a. เพิ่ม
การตลาดให้มากขึ้น ช่องทางการสื่อสารและรับสาร
b. เพิ่ม
การตอบสนองต่อเสียงลูกค้าให้ไวขึ้น ไม่ใช่ 6-8 เดือน
c.
เพิ่ม
จุดแข็งที่แท้จริงของ OS ออกมา ให้ชัดขึ้น
นอกจาก Office แล้วมีอะไรบ้าง เช่น เพิ่มจุดขายที่ OS
ที่มีเล่นเกมได้ดีที่สุดในโลก
d. เพิ่ม
Port
ให้มากขึ้น นั่นคือนอกจาก USB แล้วควรจะมี Port
เชื่อมต่อ HDMI เข้ามาจะดีมาก มันจะทำให้
ดูน่าสนใจกว่าเดิม และยังเป็นการเพิ่มความบันเทิงให้ดูน่าใช้อีกด้วย
4) สร้าง
a. สร้าง
ทีมงาน IT
ใหม่ที่เน้น API ทางด้านบันเทิงและเกมให้ดีขึ้น
โดยนำ X-Box เข้ามาร่วม
b. Visual
Studio สำหรับพัฒนา WP ที่มีประสิทธิภาพ
และฟรี
c.
3D ไม่ใช่ตอบโจทย์ต้องตอบโจทย์ว่าสิ่งที่ลูกค้าใช้
SmartPhone เพราะอะไรจำเป็นจะต้องสร้างประสบการณ์ที่มี่คุณค่า
นั่นคือ หน้าจอ UI ใหม่ ที่ดูดีกว่าเดิมและให้ความรู้สึกว่ามันคือ
SmartPhone
วันพฤหัสบดีที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ทิศทางแท๊บเล็ต 2014-2015(2) - ลมเปลี่ยนทิศ การดิ้นรน
หลังจากที่ผม เคยบอกว่าทิศทางแท๊บเล็ตปี 2014-2015 จะมีทิศทางของการทำงานเข้ามาเกี่ยวข้องมากขึ้นนั่นคือ แท๊บเล็ตขนาดใหญ่ กว่า 10 นิ้ว ทีจะมีเข้ามีบทบาทในการทำงานออฟฟิตมาขึ้น แต่ทีนี้มันยังไม่จบแค่นั้น เมื่อไตรมาสที่ 2-3 ปี 2014 เริ่มมีสัญญาณของ ลมที่โหมเข้ามาใหม่ ตั้งแต่ ราชาแท๊บเล็ตอย่าง iPad ที่ Apple เริ่มผ่าทางตันด้วยการ ล่อภาษาใหม่จัดการกับ Segment ตัวเองใหม่ และ Windows ที่เริ่มใส่ใจกับการตลาดมากขึ้นหันมา เอาใจใส่กับ Windows ฟรี ทำให้แท๊บเล็ตวินโดวส์ราคาถูกออกมามากขึ้น การโหมกระหน่ำของลมนี้แม้จะยังไม่กระทบกับ android มากนัก เพราะต้องเรียกว่าราคาแห่ง Smart Device ปัจจุบันอย่าง Android นั้นพัฒนาไปมาก สำหัรบผู้ใช้งานทั่วไปในความบันเทิงความสะดวกสบาย มันใกล้จุดที่จะเรียกว่าสุดๆของ Tablet,SmartPhone แล้วทำให้ การเปลี่ยนแปลงเวอร์ชั่นใหม่ต้องใช้สมองคิดอย่างมากแต่กลับอีกสองจ้าวกำลังไล่ตามอยู่ จึงมีการพัฒนาขึ้นเรื่อยๆ
ผมจะบอกว่าท้ายปี 2014-2015 เราอาจจะได้เห็นรูปแบบใหม่ของ Tablet มากขึ้น โดยสิ่งที่จะเห็นคือ นวัตกรรมด้านพลัง อย่าง Apple ที่พัฒนาโดยตลอดไม่หยุดยั้งกับความแรงของ Tablet ซึ่งปกติ iOS ที่ม่จุดเด่นด้านความเสถียรของ OS สุดยอด และกินสเปกพอประมาณ คราวนี้อัพสเปกไปในระดับสุดๆอีก กับ 4 Core และ หน้าจอแบบสุดยอดละเอียด(อาจจะนะ) เพื่อกรุยทางสู่การเชื่อมต่อ 3 Device อย่างสมบูรณ์นั่นคือ Mac,iPhone,iPad และ iCloud ก่อให้เกิดการใช้งานอย่างไม่สะดุดเชื่อมต่อทุกเวลาและอัตโนมัติ จุดนี้ Apple มีโอกาสทำได้มากสุดเพราะ ทุกอย่างเริ่มจากตัวเองและจบที่ตัวเอง ไม่พึ่งพันธมิตรมากนัก และ Windows คู่แข่งที่พยายามถีบตัวเองเพื่อกินส่วนแบ่งของ Tablet บ้าง ตอนนี้ Windows คงยังหาจุดเด่นของตัวเองไม่เจอ ก็ได้แต่ส่งแนวทางการตลาดต่อไปเพื่อหาจุดที่ลูกค้าต้องการจาก Windows จริงๆ ช่ว่งปีหน้าอาจจะเห็น Tablet Windows ราคาถูกมากมาย ไม่ต้องแปลกใจพวกนี้ยังหาจุดเด่นไม่ได้ ต้องการอย่างเดียวเพื่อเจาะตลาดก่อนว่าทิศทางที่ต้องการจริงๆจะเป็นแนวไหน ซึ่งแนวทางที่ดีของ Windows นั้น คือแนวทางเดียวกับ Apple แต่ว่า อุปสรรคมันมากกว่าตรงนี้เขาเป็นระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด ทำให้การรวมทุกอย่างมันยากกว่า จริงๆ จุดแข็งของ Windows ถ้าจะทำให้ดี ควรจะมองว่าผู้บริโภคมอง Windows คือทุกอย่าง ที่คอมพิวเตอร์ทำได้ แต่เขาไม่ทับใจตรงที่มันทำไม่ได้อย่างที่ใจเขาคิด การใช้งานที่ยุ่งยากและเรียนรู้ใหม่ทำให้การประทับใจ Windows ตกลง ทั้งที่ควรจะทำได้ ถ้า Windows ลดจุดการเรียนรู้ข้อง Windows ลงและเพิ่มจุดขายเล็กๆ ตรงที่ เชื่อมต่อให้หมดก่อนระหว่าง Android,Windows,iOS โดยสร้างเป็น Windows Desktop Link เชื่อมหมดเป็น App นึงแต่ใส่จุดขายที่ Windows จะทำงานได้มากกว่า แต่พวกนั้นก็ไม่น้อยกว่าจะทำให้ Windows กลับมาน่าสนใจอีกครั้งนึง แต่แน่นอนว่ามันคือแนวคิดผมเท่านั้น ก็ว่ากันต่อไป
ของ Android นั้น ทิศทางของ Google เปลี่ยนไปแล้ว Google ได้ขยายโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยขยายทั้งบริการทางอินเตอร์เน็ตและขยายสู่ อุปกรณ์ชนิดอื่นโดยเน้นอยางแรกที่ รถยนต์ก่อน ทิศทางของปี 2014-2015 จึงไม่หวือหวาแต่ปี 2016 อาจจะได้เห็นอุปกรณ์ Android ในสิ่งที่อัศจรรย์เลยทีเดียว
ผมจะบอกว่าท้ายปี 2014-2015 เราอาจจะได้เห็นรูปแบบใหม่ของ Tablet มากขึ้น โดยสิ่งที่จะเห็นคือ นวัตกรรมด้านพลัง อย่าง Apple ที่พัฒนาโดยตลอดไม่หยุดยั้งกับความแรงของ Tablet ซึ่งปกติ iOS ที่ม่จุดเด่นด้านความเสถียรของ OS สุดยอด และกินสเปกพอประมาณ คราวนี้อัพสเปกไปในระดับสุดๆอีก กับ 4 Core และ หน้าจอแบบสุดยอดละเอียด(อาจจะนะ) เพื่อกรุยทางสู่การเชื่อมต่อ 3 Device อย่างสมบูรณ์นั่นคือ Mac,iPhone,iPad และ iCloud ก่อให้เกิดการใช้งานอย่างไม่สะดุดเชื่อมต่อทุกเวลาและอัตโนมัติ จุดนี้ Apple มีโอกาสทำได้มากสุดเพราะ ทุกอย่างเริ่มจากตัวเองและจบที่ตัวเอง ไม่พึ่งพันธมิตรมากนัก และ Windows คู่แข่งที่พยายามถีบตัวเองเพื่อกินส่วนแบ่งของ Tablet บ้าง ตอนนี้ Windows คงยังหาจุดเด่นของตัวเองไม่เจอ ก็ได้แต่ส่งแนวทางการตลาดต่อไปเพื่อหาจุดที่ลูกค้าต้องการจาก Windows จริงๆ ช่ว่งปีหน้าอาจจะเห็น Tablet Windows ราคาถูกมากมาย ไม่ต้องแปลกใจพวกนี้ยังหาจุดเด่นไม่ได้ ต้องการอย่างเดียวเพื่อเจาะตลาดก่อนว่าทิศทางที่ต้องการจริงๆจะเป็นแนวไหน ซึ่งแนวทางที่ดีของ Windows นั้น คือแนวทางเดียวกับ Apple แต่ว่า อุปสรรคมันมากกว่าตรงนี้เขาเป็นระบบกึ่งเปิดกึ่งปิด ทำให้การรวมทุกอย่างมันยากกว่า จริงๆ จุดแข็งของ Windows ถ้าจะทำให้ดี ควรจะมองว่าผู้บริโภคมอง Windows คือทุกอย่าง ที่คอมพิวเตอร์ทำได้ แต่เขาไม่ทับใจตรงที่มันทำไม่ได้อย่างที่ใจเขาคิด การใช้งานที่ยุ่งยากและเรียนรู้ใหม่ทำให้การประทับใจ Windows ตกลง ทั้งที่ควรจะทำได้ ถ้า Windows ลดจุดการเรียนรู้ข้อง Windows ลงและเพิ่มจุดขายเล็กๆ ตรงที่ เชื่อมต่อให้หมดก่อนระหว่าง Android,Windows,iOS โดยสร้างเป็น Windows Desktop Link เชื่อมหมดเป็น App นึงแต่ใส่จุดขายที่ Windows จะทำงานได้มากกว่า แต่พวกนั้นก็ไม่น้อยกว่าจะทำให้ Windows กลับมาน่าสนใจอีกครั้งนึง แต่แน่นอนว่ามันคือแนวคิดผมเท่านั้น ก็ว่ากันต่อไป
ของ Android นั้น ทิศทางของ Google เปลี่ยนไปแล้ว Google ได้ขยายโอกาสให้ตัวเองมากขึ้นเพื่อให้ครอบคลุมทั่วโลกอย่างแท้จริง โดยขยายทั้งบริการทางอินเตอร์เน็ตและขยายสู่ อุปกรณ์ชนิดอื่นโดยเน้นอยางแรกที่ รถยนต์ก่อน ทิศทางของปี 2014-2015 จึงไม่หวือหวาแต่ปี 2016 อาจจะได้เห็นอุปกรณ์ Android ในสิ่งที่อัศจรรย์เลยทีเดียว
วันพุธที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2557
เรือธง FlagShip สิ่งสำคัญของธุรกิจในยุค Mobile
หลายคนคงเคยได้ยินคำว่า "เรือธง (Flagship)" กันมาบ้างแล้ว เรือธงถ้าเปรียบเทียบกับกองทัพคือทัพหน้า ที่สำหรับเชิดชูกองทัพนั่นเอง แล้วความสำคัญของเรือธงคืออะไร ต้องย้อนกลับไปคุยเกี่ยวกับการวางหมากสงครามเล็กน้อย ในการสงครามนั้น ทัพหน้าคือสิ่งสำคัญมาก ถ้าใครเคยดูสามก๊กจะรู้ดีว่า ถ้าทัพหน้าสามารถมีชัยได้จะทำให้ทัพหลังสบายไปเลย เรียกได้วว่ามีชัยไปกว่าครึ่ง แน่นอนยุคนี้ทัพหน้าของบริษัทต่างๆ ไม่ได้อยู่ในรูปแบบของการรบอีกแล้ว แต่มันคือ บริการหรือสินค้า ที่เชิดหน้าชูตาหรือเปิดตัวของบริษัท ซึ่งเรือธงนี้สำคัญขนาดไหน ขออธิบายให้ฟังเป้นข้อๆนะครับ
1) เปิดตัวดี มีชัย แน่นอนเรือธงที่ดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งเลย ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่มีเรือธงคือ iPod และ iPhone ยุคตอนเปิดตัว iPHone และ iPod เป็นเรือธงสามารถทำให้ Apple พลิกสถานการณ์บริษัทได้เลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าการเปิดตัวเรือธงที่ดีทำให้การทำงานต่อมาง่ายขึ้นและสามารถพลิกสถานการณ์ของบริษัทได้
2) เรือธง คือที่จดจำของสื่อและผู้รับข่าวสาร มีหลายบริษัทที่เปิดเรือธงไม่ดี ทำให้ต้องมีการเปิดใหม่ๆเรื่อยๆ แต่ว่าผู้รับข่าวสารนั้นเริ่มเบื่อแล้วและละทิ้งสินค้าหรือบริการคุณไปทันที เช่น skyDrive ที่เปิดตัวเรือธงด้าน Cloud ของไมโครซอฟท์แต่ทว่า ทำยังไงก็จุดไม่ติดซะทีเพราะเรือธงของคุณมันมีปัญหา แต่แก้ไม่ถูกจุด และผู้บริโภคได้รับไปแล้วว่าา มันไม่ดีพอนั่นเอง
อย่างที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรือธงไปแล้ว ทีนี้จะถามว่าคุณควรแก้ปัญหายังไงดีกับการเปิดตัวเรือธง กลยุทธ์เรือธงนั่นมีมานานแล้ว แต่หลายคนละเลยที่จะใส่ใจกับมัน หลายธุรกิจที่เปิดตัวมาแต่ขาดจุดยืนหรือเรือธงของบริษัทที่ดึงดูดลูกค้าทำให้ความสนใจลดหายไป และบางทีก็ไม่โตไปเท่าที่ควรนั่นเพราะเราไม่เป็นที่จดจำของลูกค้านั่นเอง ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดและจะแก้กันง่ายๆ การแก้เรือธงที่เสียไปหลายบริษัททมีทางแก้คือ
1) เปิดตัวเรือธงใหม่เลย แน่นอน เมื่อทัพหน้าเก่ามันใช้ไม่ได้ก็ต้องส่งทัพหน้าไปใหม่ แต่ทว่าการส่งไปบ่อยๆก็ทำให้ผู้บริโภค เบื่อหน่ายได้ฉะนั้นการใช้วิธีนี้ควรจะ คิดให้ดี อย่าส่งบ่อยแล้วหล่นบ่อยจะทำให้คนเบื่อหน่ายได้
2) ดันเรือธงเสริมทัพ หมายถึง การปรับปรุงทัพหน้าที่ไม่ดี ให้ได้ตามที่ต้องการ ตัวอย่างที่ใช้เช่นนี้ก็คือ Apple iCloud ที่ตอนแรกเปิดตัวมาใช้ไม่ได้มากนัก แต่ก็พยายามปรับปรุงเรือธงด้านคลาวด์ตัวนี้ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีตามมา วิธีนี้ ควรมีข้อระวังให้ดีนั่นคือหากปรับแล้ว ผลตอบรับต่ำลงนั่นหมายถึงดาบสองคมทันที
3) เหล้าเก่าในขวดใหม่ คือการใช้บริการตัวเดิมนั่นแหละแต่มันไม่เกิด จะดันไปเรือ่ยๆก็ยังไงอยู่ เปลี่ยนชื่อมันซะเลย ตัวอย่างที่เช่นนี้ ก็คือ skydrive,Onedrive,MSN ของไมโครซอฟท์ที่พยายามเปลี่ยนให้มันจำง่ายเพิ่มประสิทธิภาพ แต่บริการเดิมๆ การทำเช่นนี้เพื่อให้ผู้บริโภคสลัดภาพเดิมๆที่เคยเสียไป แต่ว่าบริษัทที่ทำเช่นนี้แล้วประสบความสำเร็จก็ยังไม่เห็นมากนักในวงการ IT เพราะส่วนใหญ่จะเปิดตัวเรือธงใหม่เสียจะดีกว่า
3 วิธีทางข้างต้นคือตัวอย่างบริษัท ที่มีเรือธงท่ี่ชัดเจนมาก และพยายามดันเรือธงนั้นให้ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าบริษัทข้างต้นเป้นบริษัทใหญ่ไกลตัวเราไปมาก ทำให้มองไม่เห็นเลยว่าจะประยุกต์กับบ้านเรายังไง? คำตอบคืออย่ามองเห็นแค่นั้นสิครับ วิเคราะห์ว่าเรือธงคืออะไร? ตีความให้ดีนะครับ เรือธงคือจุดแข็งในผลิตภัณฑ์ของเรา ผลิตภัณฑ์และบริการของเราทุกคนต้องหาจุดแข็งของเราให้เจอที่สามารถเชิดชูและประกาศออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ของทั่วไปเลยคือ เนื้อไก่ที่อร่อยและนุ้มลิ้นที่สุด นับเป็นเรือธงที่ดีที่ทำให้ข้าวมันไก่ประตูน้ำเป็นที่รู้จักหรือ Software Express บัญชีที่มีเรือธงคือรุ่น Dos,Windows ที่สามารถทำให้เรื่องบัญชีเป็นเรื่องไม่ไกลตัวเกินไป เป็นต้น
เรือธงสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญก่อนจะเกิดเรือธงคือ "วิสัยทัศน์" คำๆนี้จะทำให้เกิดเรือธงขึ้นผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล วางแผนอย่างรอบคอบและแก้ปัญหาให้เป็น ปัจจุบัน sme บ้านเรามักจะเกิดปัญหาคือวิสัยทัศน์ไม่มี ไม่กล้าลงทุน และทำให้ธุรกิจไม่ไปไหนเลย สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ในสายเลือดของผู้บริหาร และควรมีที่ปรึกษาที่ดีในการลงทุนด้วยจะทำให้ บริษัทก้าวไกลแน่นอน
นายไอที
1) เปิดตัวดี มีชัย แน่นอนเรือธงที่ดี ย่อมมีชัยไปกว่าครึ่งเลย ยกตัวอย่างเช่น Apple ที่มีเรือธงคือ iPod และ iPhone ยุคตอนเปิดตัว iPHone และ iPod เป็นเรือธงสามารถทำให้ Apple พลิกสถานการณ์บริษัทได้เลยทีเดียว เห็นได้ชัดว่าการเปิดตัวเรือธงที่ดีทำให้การทำงานต่อมาง่ายขึ้นและสามารถพลิกสถานการณ์ของบริษัทได้
2) เรือธง คือที่จดจำของสื่อและผู้รับข่าวสาร มีหลายบริษัทที่เปิดเรือธงไม่ดี ทำให้ต้องมีการเปิดใหม่ๆเรื่อยๆ แต่ว่าผู้รับข่าวสารนั้นเริ่มเบื่อแล้วและละทิ้งสินค้าหรือบริการคุณไปทันที เช่น skyDrive ที่เปิดตัวเรือธงด้าน Cloud ของไมโครซอฟท์แต่ทว่า ทำยังไงก็จุดไม่ติดซะทีเพราะเรือธงของคุณมันมีปัญหา แต่แก้ไม่ถูกจุด และผู้บริโภคได้รับไปแล้วว่าา มันไม่ดีพอนั่นเอง
อย่างที่ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับเรือธงไปแล้ว ทีนี้จะถามว่าคุณควรแก้ปัญหายังไงดีกับการเปิดตัวเรือธง กลยุทธ์เรือธงนั่นมีมานานแล้ว แต่หลายคนละเลยที่จะใส่ใจกับมัน หลายธุรกิจที่เปิดตัวมาแต่ขาดจุดยืนหรือเรือธงของบริษัทที่ดึงดูดลูกค้าทำให้ความสนใจลดหายไป และบางทีก็ไม่โตไปเท่าที่ควรนั่นเพราะเราไม่เป็นที่จดจำของลูกค้านั่นเอง ปัญหานี้ไม่ใช่เกิดและจะแก้กันง่ายๆ การแก้เรือธงที่เสียไปหลายบริษัททมีทางแก้คือ
1) เปิดตัวเรือธงใหม่เลย แน่นอน เมื่อทัพหน้าเก่ามันใช้ไม่ได้ก็ต้องส่งทัพหน้าไปใหม่ แต่ทว่าการส่งไปบ่อยๆก็ทำให้ผู้บริโภค เบื่อหน่ายได้ฉะนั้นการใช้วิธีนี้ควรจะ คิดให้ดี อย่าส่งบ่อยแล้วหล่นบ่อยจะทำให้คนเบื่อหน่ายได้
2) ดันเรือธงเสริมทัพ หมายถึง การปรับปรุงทัพหน้าที่ไม่ดี ให้ได้ตามที่ต้องการ ตัวอย่างที่ใช้เช่นนี้ก็คือ Apple iCloud ที่ตอนแรกเปิดตัวมาใช้ไม่ได้มากนัก แต่ก็พยายามปรับปรุงเรือธงด้านคลาวด์ตัวนี้ให้มีประสิทธิภาพที่ดีขึ้น ซึ่งก็ได้ผลตอบรับที่ดีตามมา วิธีนี้ ควรมีข้อระวังให้ดีนั่นคือหากปรับแล้ว ผลตอบรับต่ำลงนั่นหมายถึงดาบสองคมทันที
3) เหล้าเก่าในขวดใหม่ คือการใช้บริการตัวเดิมนั่นแหละแต่มันไม่เกิด จะดันไปเรือ่ยๆก็ยังไงอยู่ เปลี่ยนชื่อมันซะเลย ตัวอย่างที่เช่นนี้ ก็คือ skydrive,Onedrive,MSN ของไมโครซอฟท์ที่พยายามเปลี่ยนให้มันจำง่ายเพิ่มประสิทธิภาพ แต่บริการเดิมๆ การทำเช่นนี้เพื่อให้ผู้บริโภคสลัดภาพเดิมๆที่เคยเสียไป แต่ว่าบริษัทที่ทำเช่นนี้แล้วประสบความสำเร็จก็ยังไม่เห็นมากนักในวงการ IT เพราะส่วนใหญ่จะเปิดตัวเรือธงใหม่เสียจะดีกว่า
3 วิธีทางข้างต้นคือตัวอย่างบริษัท ที่มีเรือธงท่ี่ชัดเจนมาก และพยายามดันเรือธงนั้นให้ประสบความสำเร็จ แน่นอนว่าบริษัทข้างต้นเป้นบริษัทใหญ่ไกลตัวเราไปมาก ทำให้มองไม่เห็นเลยว่าจะประยุกต์กับบ้านเรายังไง? คำตอบคืออย่ามองเห็นแค่นั้นสิครับ วิเคราะห์ว่าเรือธงคืออะไร? ตีความให้ดีนะครับ เรือธงคือจุดแข็งในผลิตภัณฑ์ของเรา ผลิตภัณฑ์และบริการของเราทุกคนต้องหาจุดแข็งของเราให้เจอที่สามารถเชิดชูและประกาศออกมาได้ ยกตัวอย่างเช่น ข้าวมันไก่ประตูน้ำ ของทั่วไปเลยคือ เนื้อไก่ที่อร่อยและนุ้มลิ้นที่สุด นับเป็นเรือธงที่ดีที่ทำให้ข้าวมันไก่ประตูน้ำเป็นที่รู้จักหรือ Software Express บัญชีที่มีเรือธงคือรุ่น Dos,Windows ที่สามารถทำให้เรื่องบัญชีเป็นเรื่องไม่ไกลตัวเกินไป เป็นต้น
เรือธงสามารถเกิดขึ้นได้ แต่สิ่งสำคัญก่อนจะเกิดเรือธงคือ "วิสัยทัศน์" คำๆนี้จะทำให้เกิดเรือธงขึ้นผู้บริหารจะต้องมีวิสัยทัศน์ที่กว้างไกล วางแผนอย่างรอบคอบและแก้ปัญหาให้เป็น ปัจจุบัน sme บ้านเรามักจะเกิดปัญหาคือวิสัยทัศน์ไม่มี ไม่กล้าลงทุน และทำให้ธุรกิจไม่ไปไหนเลย สิ่งเหล่านี้ต้องอยู่ในสายเลือดของผู้บริหาร และควรมีที่ปรึกษาที่ดีในการลงทุนด้วยจะทำให้ บริษัทก้าวไกลแน่นอน
นายไอที
วันอังคารที่ 17 มิถุนายน พ.ศ. 2557
Oppurtunitie & IT
โอกาสไม่ได้มากันบ่อยๆ หลายคนจึงมีสุภาษิตน้ำขึ้นต้องรีบตัก ในชีวิตคนโอกาสจะทางธุรกิจมักจะมาถึงไม่กี่ครั้ง ซึ่งแต่ละครั้งนั้นแล้วแต่คนๆนั้นจะเก็บเกี่ยวขึ้นมาด้วยรึเปล่า สำหรับโอกาสนั้นสิ่งสำคัญที่เราต้องทำก่อนคือ "การเตรียมความพร้อม" สิ่งสำคัญเลยที่จะขาดไม่ได้
การทำธุรกิจให้รุ่งมักจะมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ดวง,โอกาส,ตลาด,ไหวพริบ และเงินทุน เป็นต้น ต้องเข้าใจในวัฎจักรของธุรกิจจึงจะสามารถทำธุรกิจได้ดี และรุ่งบางตลาดมาเร็วไปเร็ว เช่น พวกสินค้าเทรนต่างๆ มักจะมาเร็วไปเร็ว แต่สินค้าที่จะอยู่นาน นั่นคือพวกสินค้าแบรนต่างๆ ที่มีอายุยาวนาน เช่น นาฬิกา,เครื่องใช้ไฟฟ้้าประจำวัน เป็นต้น สำหรับโอกาสทางธุรกิจนั้น สิ่งนึงที่จะช่วยเพิ่มความสำเร็จในโอกาสสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจก็คือระบบ IT ระบบ IT ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่ คอมพิวเตอร์เท่านั้น ปัจจุบันระบบ IT ได้ครอบคลุมถึงการสื่อสารไร้สายและอุปกรณ์สื่อสารด้วย การประยุกต์ ระบบ IT เข้ากับระบบธุรกิจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการบริหารจัดการให้มีความแม่นยำรวดเร็วฉับไวมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนั้นแทบจะไม่มีธุรกิจไหนเลยที่จะไม่พึ่งระบบ IT ในการจัดการความพร้อมเพิ่มความแม่นยำในการตลาด และโอกาสทางธุรกิจ
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น
MK ที่มีการลงทุนกับระบบ IT จำนวนมากตั้งแต่อดีตที่นำ เครื่องhandheld เข้ามาใช้ในการจัดในการเสริฟและคิดเงินให้กับลูกค้าผลคือทำให้ความพึงพอใจของลูกค้าสูงขึ้น ลดการตกบกพร่องของการลืมเสริฟ์ของพนักงาน ไม่เพียงแค่นั้นระบบหลังบ้านยังมีการประมวลผลยอดขายที่ทันท่วงทีทำให้สามารถทราบยอดขายในแต่ละสาาขาได้ทันที
Seven กับ ระบบ POS ที่ทันสมัย ระบบ POS คือระบบ ขายหน้าร้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์POS มีจำหน่ายหลายบริษัท แต่บริษัทที่เป็นตัวอย่างที่ดีเลยคงหนีไม่พ้นกับ Seven แน่นอน การขายทีรวดเร็วและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Software IT การจัดการสต๊อกอย่างมีระบบ ช่วยทำให้ Seven ตอบสนองต่อลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และลดการใช้การคิดของคนลงทำให้ การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
จากตัวอย่างที่เห็นแสดงให้เห็นว่าระบบ IT มีความจำเป้นมากเลยทีเดียว แต่ย้อนกลับมาที่ SME ควรจะมีการเตรียมตัวระบบ IT ยังไงบ้าง ผมมีข้อคิดดังนี้นะครับ
1) ศึกษาระบบ IT ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่ละธุรกิจมี ระบบ Supply Change หรือห่วงโซ่อุปทานไม่เหมือนกัน ฉะนั้นจะยึดติดกับตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ สำหรับ SME แนะนำว่า ควรหาที่ปรึกษา IT ก่อนที่จะลงมือทำ เพราะจะลดปัญหาระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำได้อย่างถูกทาง
2) อินเตอร์เน็ตขาดไม่ได้ สำหรับ SME ยุคใหม่ ถ้าให้ดีควรจะมีเลยคืออินเตอร์เน็ตต ปัจจุบัน ราคาอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้แพงมากเกินไปแล้ว ลงทุนเดือนล่ะ 599 บาท ก็สามารถได้อินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างดี
3) เว็บไซต์ ,Facbook และ Social สำหรับเรื่องของเว็บไซต์ และ Social Network เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ SME ยุคใหม่ ปัจจุบันการสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและฉับไว บางคนดังได้เพียงแค่ข้ามคืนแต่บางคนก็ดับได้เพียงแค่ข้ามคืนเช่นกัน เราต้องไม่ข้ามข้อนี้ เว็บไซต์หน้าร้าน ผมแนะนำว่าถ้าเป็น SME ไม่มีความเชี่ยวชาญทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์มากนัก ควรจะดูแพ๊คเกจ ถูกๆของเว็บไซต์สำเร็จรูปจะดีกว่า ปัจจุบันพวกนี้มีในราคาไม่แพงและสวยงาม เริ่มจากราคาตั้งแต่ระดับพันถึงแสนเลยทีเดียวขึ้นกับงบประมาณ ส่วนเรื่อง Facebook,Social นั้น อยากให้ศึกษาและเล่นเอาเองมากกว่าเนืองจากหนังสือมีมากมายการตลาดกับ Social Network เป็นสิ่งสำคัญมาก ในยุคแห่งการสื่อสารไร้สายนี้ จะทำธุรกิจให้สำเร็จปัจจัยนี้จำเป็นแน่นอน
4) ทีมงาน Admin ผมแนะนำแค่ Admin นะครับไม่ใช่ Developer ปัจจุบัน Admin มีหน้าที่ในการจัดการระบบ IT ดูแลเว็บไซต์ และSocial Network ซึ่ง Admin อาจจะมีแค่คนเดียวก็ได้แต่จำเป็นต้องรู้หน้าหน้าที่ในการจัดการ IT เบื้องต้น แต่ก็ไม่ใช่แค่เปิด / ปิดเครื่องเป็นแค่นั้นนะครับ ควรจะใช้ เทคโนโลยีเป็นแต่ไม่ต้องถึงขนาดพัฒนาก็ได้
5) Marketing -IT การทำการตลาดออนไลน์ปัจจุบันเริ่มร้อนแรงไม่ว่าจะเป้นเทรนผ่านทาง Mobile, Tablet หรืออื่นๆ กำลังจะตามมากมาย โอกาสเข้าถึงผู้คนก็ง่ายขึ้น ควรต้องศึกษาทันที การทำ Marketing - IT ควรจะทำด้วยตนเองหรือปรึกษาและลงมือทำด้วยตนเอง เพราะเจ้าของกิจการเท่านั้จถึงจะรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองดีที่สุด
สิ่งที่เขียนนี้คือสิ่งที่ธุรกิจ SME ควรจะมีไว้เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนในระยะยาว และไม่แพงมากนัก ส่วนปัจจัยอื่นอย่างระบบ ERP, MRP, POS เป็นปัจจัยที่ ขึ้นกับแต่ละธุรกิจ บางธุรกิจไม่จำเป็นต้อง ERP แค่มี ระบบ Sale อย่างเดียวก็ใช้ได้แล้ว เป็นต้น
นายไอที (IT)
การทำธุรกิจให้รุ่งมักจะมีองค์ประกอบหลายอย่าง เช่น ดวง,โอกาส,ตลาด,ไหวพริบ และเงินทุน เป็นต้น ต้องเข้าใจในวัฎจักรของธุรกิจจึงจะสามารถทำธุรกิจได้ดี และรุ่งบางตลาดมาเร็วไปเร็ว เช่น พวกสินค้าเทรนต่างๆ มักจะมาเร็วไปเร็ว แต่สินค้าที่จะอยู่นาน นั่นคือพวกสินค้าแบรนต่างๆ ที่มีอายุยาวนาน เช่น นาฬิกา,เครื่องใช้ไฟฟ้้าประจำวัน เป็นต้น สำหรับโอกาสทางธุรกิจนั้น สิ่งนึงที่จะช่วยเพิ่มความสำเร็จในโอกาสสำหรับการเตรียมความพร้อมให้กับธุรกิจก็คือระบบ IT ระบบ IT ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับแค่ คอมพิวเตอร์เท่านั้น ปัจจุบันระบบ IT ได้ครอบคลุมถึงการสื่อสารไร้สายและอุปกรณ์สื่อสารด้วย การประยุกต์ ระบบ IT เข้ากับระบบธุรกิจจะช่วยเพิ่มโอกาสในการบริหารจัดการให้มีความแม่นยำรวดเร็วฉับไวมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันนั้นแทบจะไม่มีธุรกิจไหนเลยที่จะไม่พึ่งระบบ IT ในการจัดการความพร้อมเพิ่มความแม่นยำในการตลาด และโอกาสทางธุรกิจ
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดเช่น
MK ที่มีการลงทุนกับระบบ IT จำนวนมากตั้งแต่อดีตที่นำ เครื่องhandheld เข้ามาใช้ในการจัดในการเสริฟและคิดเงินให้กับลูกค้าผลคือทำให้ความพึงพอใจของลูกค้าสูงขึ้น ลดการตกบกพร่องของการลืมเสริฟ์ของพนักงาน ไม่เพียงแค่นั้นระบบหลังบ้านยังมีการประมวลผลยอดขายที่ทันท่วงทีทำให้สามารถทราบยอดขายในแต่ละสาาขาได้ทันที
Seven กับ ระบบ POS ที่ทันสมัย ระบบ POS คือระบบ ขายหน้าร้านทั่วไป ผลิตภัณฑ์POS มีจำหน่ายหลายบริษัท แต่บริษัทที่เป็นตัวอย่างที่ดีเลยคงหนีไม่พ้นกับ Seven แน่นอน การขายทีรวดเร็วและพัฒนาอย่างต่อเนื่องของ Software IT การจัดการสต๊อกอย่างมีระบบ ช่วยทำให้ Seven ตอบสนองต่อลูกค้าได้อย่างรวดเร็ว และลดการใช้การคิดของคนลงทำให้ การทำงานมีประสิทธิภาพและรวดเร็วยิ่งขึ้น
จากตัวอย่างที่เห็นแสดงให้เห็นว่าระบบ IT มีความจำเป้นมากเลยทีเดียว แต่ย้อนกลับมาที่ SME ควรจะมีการเตรียมตัวระบบ IT ยังไงบ้าง ผมมีข้อคิดดังนี้นะครับ
1) ศึกษาระบบ IT ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ แต่ละธุรกิจมี ระบบ Supply Change หรือห่วงโซ่อุปทานไม่เหมือนกัน ฉะนั้นจะยึดติดกับตัวใดตัวหนึ่งไม่ได้ สำหรับ SME แนะนำว่า ควรหาที่ปรึกษา IT ก่อนที่จะลงมือทำ เพราะจะลดปัญหาระยะยาวและเพิ่มประสิทธิภาพในการทำได้อย่างถูกทาง
2) อินเตอร์เน็ตขาดไม่ได้ สำหรับ SME ยุคใหม่ ถ้าให้ดีควรจะมีเลยคืออินเตอร์เน็ตต ปัจจุบัน ราคาอินเตอร์เน็ตก็ไม่ได้แพงมากเกินไปแล้ว ลงทุนเดือนล่ะ 599 บาท ก็สามารถได้อินเตอร์เน็ตที่มีประสิทธิภาพ ได้อย่างดี
3) เว็บไซต์ ,Facbook และ Social สำหรับเรื่องของเว็บไซต์ และ Social Network เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้เลยสำหรับ SME ยุคใหม่ ปัจจุบันการสื่อสารเป็นไปอย่างรวดเร็วและฉับไว บางคนดังได้เพียงแค่ข้ามคืนแต่บางคนก็ดับได้เพียงแค่ข้ามคืนเช่นกัน เราต้องไม่ข้ามข้อนี้ เว็บไซต์หน้าร้าน ผมแนะนำว่าถ้าเป็น SME ไม่มีความเชี่ยวชาญทางอินเตอร์เน็ตเว็บไซต์มากนัก ควรจะดูแพ๊คเกจ ถูกๆของเว็บไซต์สำเร็จรูปจะดีกว่า ปัจจุบันพวกนี้มีในราคาไม่แพงและสวยงาม เริ่มจากราคาตั้งแต่ระดับพันถึงแสนเลยทีเดียวขึ้นกับงบประมาณ ส่วนเรื่อง Facebook,Social นั้น อยากให้ศึกษาและเล่นเอาเองมากกว่าเนืองจากหนังสือมีมากมายการตลาดกับ Social Network เป็นสิ่งสำคัญมาก ในยุคแห่งการสื่อสารไร้สายนี้ จะทำธุรกิจให้สำเร็จปัจจัยนี้จำเป็นแน่นอน
4) ทีมงาน Admin ผมแนะนำแค่ Admin นะครับไม่ใช่ Developer ปัจจุบัน Admin มีหน้าที่ในการจัดการระบบ IT ดูแลเว็บไซต์ และSocial Network ซึ่ง Admin อาจจะมีแค่คนเดียวก็ได้แต่จำเป็นต้องรู้หน้าหน้าที่ในการจัดการ IT เบื้องต้น แต่ก็ไม่ใช่แค่เปิด / ปิดเครื่องเป็นแค่นั้นนะครับ ควรจะใช้ เทคโนโลยีเป็นแต่ไม่ต้องถึงขนาดพัฒนาก็ได้
5) Marketing -IT การทำการตลาดออนไลน์ปัจจุบันเริ่มร้อนแรงไม่ว่าจะเป้นเทรนผ่านทาง Mobile, Tablet หรืออื่นๆ กำลังจะตามมากมาย โอกาสเข้าถึงผู้คนก็ง่ายขึ้น ควรต้องศึกษาทันที การทำ Marketing - IT ควรจะทำด้วยตนเองหรือปรึกษาและลงมือทำด้วยตนเอง เพราะเจ้าของกิจการเท่านั้จถึงจะรู้จุดแข็งและจุดอ่อนของตัวเองดีที่สุด
สิ่งที่เขียนนี้คือสิ่งที่ธุรกิจ SME ควรจะมีไว้เพื่อเตรียมความพร้อมในการรับมือและเพิ่มโอกาสทางธุรกิจ สิ่งเหล่านี้เป็นการลงทุนในระยะยาว และไม่แพงมากนัก ส่วนปัจจัยอื่นอย่างระบบ ERP, MRP, POS เป็นปัจจัยที่ ขึ้นกับแต่ละธุรกิจ บางธุรกิจไม่จำเป็นต้อง ERP แค่มี ระบบ Sale อย่างเดียวก็ใช้ได้แล้ว เป็นต้น
นายไอที (IT)
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)
